ReadyPlanet.com
dot dot
dot
dot
dot
ชื่อผู้ใช้ :
รหัสผ่าน :
เข้าสู่ระบบอัตโนมัติ :
bullet ลืมรหัสผ่าน
bullet สมัครสมาชิก
dot
dot
dot
bulletสาขาธนาคารต้นไม้
bulletเอกสาร/สื่อเผยแพร่
bulletคนอยู่ป่ายัง
bulletมูลนิธิธนาคารต้นไม้
bulletโครงการ


บทความตอนที่ ๑

โครงการธนาคารต้นไม้ : แผนพัฒนาชาติ ฉบับอวตาร

 

โดยพงศา  ชูแนม

รองผู้จัดการใหญ่ธนาคารต้นไม้

หัวหน้าหน่วยอนุรักษ์และจัดการต้นน้ำพะโต๊ะ

วิกฤติความขาดแคลนปัจจัย 4  ระดับครัวเรือน นำไปสู่ วิกฤติความขาดแคลนระดับชุมชน สู่ระดับพื้นที่ ระดับจังหวัด สู่ระดับภาค ก้าวสู่ความขาดแคลนระดับประเทศ ระดับภูมิภาค และระดับโลก  เกิดจากแนวคิด ใช้แนวสังคมอุตสาหกรรมการค้า สู่การค้าเสรี ทำให้คนลืมวิชาสามัญ ในการอยู่ กิน สร้างสังคมให้มั่นคง มั่งคั่งในพื้นที่หนึ่งๆ  จนทำลายความสามารถการพึ่งตนเองบนฐานทรัพยากร แต่สาละวนอยู่กับ ความเพียรพยายาม ทำงานอย่างหนึ่งอย่างใด เพียงอย่างเดียวด้วยความอุตสาหะ ที่เรียกว่า ระบบอุตสาหกรรม โดยทำให้ได้เงินจากการทำอย่างเดียว มาซื้อหาได้ทุกสิ่งอย่าง ตามต้องการ

โลกปัจจุบันจึงกำลังสู่มุมอับ ทุนนิยมอุตสาหกรรมการค้า สร้างระบบการพึ่งพาผู้อื่นแทนพึ่งตนเอง  จนมนุษยชาติวันนี้ แทบจะไม่มีใครพึ่งตนเองได้เลย  เราจะกินกระเทียม ต้องไปปลูกยางพารา กรีดยางพาราไปขายต่างประเทศ ได้เงินมา  จึงไปซื้อกระเทียมจากประเทศจีนที่ล่องเรือมา  ทั้งๆ ที่กระเทียมปลูกบนแผ่นดินข้างบ้านได้  เราจะกินไก่สักครั้ง เราต้องปลูกอ้อย รอให้อ้อยโตมีอายุ 1 ปี ตัดอ้อยไปขาย  แล้วค่อยเอาเงินไปซื้อไก่ ทั้งที่เราสามารถเลี้ยงไก่ ข้างบ้านข้างเรือนได้ตลอดเวลา หากพิจาณาอย่างถี่ถ้วน ลืมมิจฉาทิฏฐิ  ระบบการค้า ระบบการขนส่ง ออกไป เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าเราอยู่ในภาวะวิกฤติแล้ว

ใครจะเชื่อผมหรือไม่ก็ตาม ผมไม่ได้วิตกจริต แต่ผมรู้และเชื่อว่า ชาติเราอยู่ในภาวะวิกฤติอย่างรุนแรง โดยที่คนอยู่ยังไม่รู้เนื้อรู้ตัว  เพราะทุกคนอยู่ในสภาวะเดียวกัน รู้สึกเท่าเทียม เรากำลังถูกต้ม ให้หลงใหลเทรนด์ประชาธิปไตยอย่างรุนแรง ที่เขาพยายามสร้างวาทกรรม  อันเป็นมายาคติว่า ความเท่าเทียมคือความเป็นธรรม ความเป็นธรรมไม่ใช่ความทุกข์ ทุกคนในชาติจึงรู้สึกเท่าเทียมกัน ไม่น่าจะทุกข์ใจอันใด ไม่เห็นวิกฤติอันใด เพราะมันเป็นเหมือนกันทุกคน

การไม่ทำให้คนรู้ทุกข์ คนจะแก้ปัญหาความทุกข์ไม่ได้ วันนี้ผมจึงได้นำเสนอการชี้ทุกข์ และวิกฤติชาติ เพื่อที่จะให้รู้ทุกข์ร่วมกัน แล้วแก้ปัญหาร่วมกัน  ผมเดินทาง ปี 51 กับ ปี 52  กว่า  2 แสนกิโลเมตร ด้วยรถยนต์ของตนเอง (ไม่นับรวมรถผู้อื่น ไม่นับเครื่องบิน ) ค่าน้ำมัน ราว 8 แสนบาท เพื่อนำความเชื่อในการเห็นทุกข์กับวิธีแก้ทุกข์ในชาตินี้ บอกกล่าวให้คนในชาติ ทั้ง 4 ภาค เพื่อใช้แนวคิดธนาคารต้นไม้ เป็นเครื่องมือสร้างแผนกู้วิกฤติ หรือแผนพัฒนาชาติ อาจเรียกว่า ธนาคารต้นไม้ เป็นแผนพัฒนาชาติฉบับอวตาร

หากพร้อมแล้ว ลองฟังความทุกข์ใจของผม หากอ่านแล้วยังไม่รู้สึกทุกข์ ขอให้คุณจงตายไปกับความไม่รู้ทุกข์ ในชาตินี้ และอีกหลายๆ ชาติเถอะ  ซึ่งผมขอใช้ต้นไม้  ตามแนวคิดธนาคารต้นไม้มาเป็นเครื่องมือแก้ทุกข์ แก้วิกฤติชาติครั้งนี้ ทำไมต้องต้องเชื่อและทำเช่นนี้

 

1.      ที่มาแห่งแนวคิดและความเป็นมาธนาคารต้นไม้

1.1  ต้นไม้เป็นเครื่องมือในการสร้างความมั่นคง มั่งคั่ง อยู่ดีมีสุข

            แผ่นดินไทยเคยมีพื้นที่ป่าอย่างอุดมสมบูรณ์  และได้ทำการจัดการผลผลิตไม้บนผืนแผ่นดินสู่ความมั่งคั่ง มั่นคง ของชาติมานาน  จึงสามารถสร้างบทสรุปได้อย่างง่ายว่า  “ในกาลอดีตประเทศไทยเคยมีต้นไม้จำนวนมาก ประเทศจึงมั่นคง มั่งคั่ง อยู่ดีมีสุข ปัจจุบัน ต้นไม้และป่าไม้ลดลงเหลือน้อย ทำให้ประเทศวิกฤติ ขาดแคลนและประสบกับปัญหามากมายรุมเร้า  อนาคตหากสามารถทำให้ต้นไม้เพิ่มมากขึ้น ป่าไม้มากขึ้น ความมั่นคง  มั่งคั่ง ยั่งยืน จะกลับมาและทำให้ประชาชนคนไทยอยู่ดีมีสุข  ได้อีกครั้ง”

1.2  จุดอ่อนในการส่งเสริมให้มีต้นไม้และพื้นที่ป่าเพิ่มขึ้นในประเทศของภาครัฐ

            ท่ามกลางความต้องการจะให้มีต้นไม้และป่าไม้เพิ่มขึ้นในผืนแผ่นดิน เพราะเชื่อว่าจะเกิดประโยชน์ต่อประเทศและประชาชน  แต่รัฐบาลไม่สามารดำเนินการให้ปริมาณต้นไม้และผืนป่าเพิ่มขึ้นได้  แนวคิดธนาคารต้นไม้ เชื่อว่ารัฐมีจุดอ่อนในการส่งเสริมคือ

·       รัฐไม่มีแรงจูงใจให้ประชาชนในประเทศปลูกต้นไม้  ธนาคารต้นไม้จึงสร้างแรงจูงใจโดยการรับรองต้นไม้ที่มีชีวิตของประชาชน ให้มีมูลค่าและเป็นทรัพย์สินได้

·       ประชาชนไม่รู้สึกถึงความเป็นเจ้าของต้นไม้  และพื้นที่ป่าไม้ ธนาคารต้นไม้จึงทำการส่งเสริมให้ประชาชนปลูกต้นไม้ในที่ดินทำกินของตนเอง ซึ่งทำให้เกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของ

1.3  ต้นไม้ควรมีค่าขณะที่มีชีวิต  ในความจริงต้นไม้ทุกต้นมีคุณค่าและคิดเป็นมูลค่าได้ตั้งแต่เริ่มต้น  จนถึงทุกขณะที่ยังคงมีชีวิตอยู่ แต่ทว่าทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ปัจจุบัน  ไม่ได้ให้ความสำคัญกับต้นไม้ที่มีชีวิตมากนัก  กล่าวคือไม่ยอมให้มีการทำการสร้างมูลค่าต้นไม้ ที่มีชีวิตอยู่ให้มีมูลค่าเป็นทรัพย์สิน แต่ทำการสร้างมูลค่าต้นไม้ โดยการฆ่าให้ตาย คือการตัดโค่นแล้วประเมินค่าตามราคาเนื้อไม้ ธนาคารต้นไม้มีแนวคิดว่าต้นไม้ต้องมูลค่าขณะที่มีชีวิตอยู่ เพราะในความจริงทั่วทั้งโลกยอมรับว่าต้นไม้ที่มีชีวิต มีคุณค่าอยู่จริง

1.4  ศักยภาพและจุดแข็งของชาติพันธุ์ไทย ในการนำมาแก้ปัญหาวิกฤติให้กับประเทศชาติและประชาชน   ชาติพันธุ์ไทยกระจายอยู่ทั่วภูมิภาคได้แสดงให้เห็นว่าเป็นชาติพันธุ์ ที่เชี่ยวชาญในด้าน ทำการเพาะปลูก และอยู่กับธรรมชาติอย่างเกื้อกูลมานานซึ่งเป็นศักยภาพและจุดแข็งอันสำคัญ ซึ่งสรุปได้ 3 อย่าง คือ

1)      เพาะปลูกเก่งที่สุดในโลก เห็นได้จากชาติไทยเราผลิตข้าว และยางพารา ขายได้มากที่สุดในโลก และพืชเกษตรอื่นๆ อันดับต้นๆ ของโลก เช่นปาล์มน้ำมัน กาแฟ ฯลฯ แสดงถึงความสามารถในการเพาะปลูกของคนไทย

2)      มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง ปัจจุบันคนในชนบทที่เป็นเกษตรกร ยังมีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง ทั้งที่มีเอกสารสิทธิ์ และยังไม่มี

3)      ดิน น้ำและแสงแดด ดี กว่าเกือบทุกประเทศทำให้ต้นไม้โตเร็วและมีความหลากหลาย กว่าที่อื่นๆ

หากเอาศักยภาพและจุดแข็งเมาบูรณาการกันเข้า  แล้วปรับเปลี่ยนทัศนะคติของเกษตรกร ให้ทำการปลูกต้นไม้ในที่ดินทำกินของตนเอง ผสมผสานกับพืชเกษตรและเนื่องจากต้นไม้จากต้นไม้โตเร็ว คนในชาติเราจะไม่เสียเปรียบชาติใดในโลกแล้วทำการรับรองมูลค่าต้นไม้ ตั้งแต่เริ่มต้น ก็จะทำให้คนในชาติมีทรัพย์ที่เกิดจากต้นไม้ ที่ปลูกลงในแผ่นดินของตนเอง และนำมูลค่าทรัพย์ไปใช้กับรัฐ เช่นประกันหนี้ ฯลฯ

 

1.5  ปัญหาหนี้สินและการสูญเสียที่ดินของเกษตรกร

                 เกษตรกรและคนในชนบทวันนี้  มีหนี้สินทั้งภาครัฐและภายนอกระบบ มากกว่า 2 ล้านล้าน บาท แต่ด้วยการสร้างวาทกรรมที่เป็นมายาคติ ว่าความเท่าเทียมคือความเป็นธรรม ความเป็นธรรมไม่ใช่ความทุกข์ ทำให้คนทั้งชาติหรือแทบทั้งโลกกระโจนเข้าสู่วังวนแห่งหนี้สินโดยไม่รู้สึกเป็นทุกข์ เพราะเชื่อว่า ตราบใดที่เป็นหนี้โดยเท่าเทียมกันคือความเป็นธรรม และไม่ใช่ความทุกข์  แม้นจะต้องฝืนกฎอันเป็นหลักสัจธรรมของพระพุทธเจ้าที่ว่า  “อินา ทานัง ทุกขัง โลเก”  การมีหนี้สินเป็นทุกข์ที่สุดในโลก จึงพอกพูนหนี้สินกันถ้วนทั่วเกินกำลัง  ยากจะปลดหนี้ได้หลุดด้วยอาชีพที่ทำอยู่  เพราะต้องพึ่งพาปัจจัยการผลิต จากภายนอก ทำให้ขาดทุน สุดท้ายเมื่อหนี้สินล้นพ้นตัว พบว่ามีเส้นทางการแก้ปัญหาหนี้สินด้วยวิธีง่ายๆ

·       ขายที่ดินเพื่อปลดเปลื้องหนี้สิน จึงเป็นคนไร้ที่ดินทำกิน แล้วเข้าบุกรุกป่า ซึ่งคือทรัพย์ส่วนรวม หรือไม่ก็เปลี่ยนสถานภาพเป็นทาสแรงงานในสังคมอุตสาหกรรม

·       เอาชีวิตเข้าแลก ไปประกันหนี้สิน โดยเป็นสมาชิกองทุนฌาปนกิจตามองค์กรต่างๆ  รอให้ตายเพื่อจะได้เม็ดเงินไปสู่กระบวนการปลดเปลื้องหนี้สิน

·       เรียกร้องให้รัฐบาลปลดหนี้ด้วยการประท้วงและให้รัฐบาลปลดหนี้ให้ผ่านการจัดการซื้อหนี้ของกองทุนฟื้นฟูเกษตรกร

 

    อย่างไรก็ตามสุดท้ายแล้วเกษตรกรและคนไทยในชนบทต้องสูญเสียที่ดินทำกินไป ทำให้วิถีชีวิตล่มสลาย เกิดจากทฤษฎีการจัดการที่ดินที่ไปผูกโยงกับระบบการค้า  กล่าวคือ การจัดการที่ดินในประเทศไทย และโลกทุนนิยม ผูกโครงสร้างให้เกิดความสัมพันธ์ทางตรงกับระบบการเงินคือ ให้ที่ดินอันเป็นทรัพย์สินของบุคคลใช้เป็นทุน เน้นการซื้อขายและสะสมอย่างเสรี ทำให้ประชาชนนำที่ดินทำกินไปเข้าหาทุน หรือสถาบันการเงินเพื่อได้เงินมาทำการซื้อ และสร้างปัจจัยการผลิต เช่น ปุ๋ย ยา เครื่องมือทางการเกษตร  อันจะดำเนินกิจกรรมทางการเกษตรให้ก่อเกิดผลการผลิตให้มากที่สุด  จากนั้นจึงจัดการขายผลผลิต  โดยพยายามทำให้ราคาขาย กับราคาทุนต่างกัน เพื่อเกิดส่วนต่าง  เรียกว่ากำไร ให้มากที่สุด เมื่อมีกำไร จึงนำกำไรไปสะสม จะมั่งคั่ง มั่นคง  แต่กระบวนการดำเนินการเช่นนี้ ไม่ได้นำไปสู่เป้าหมายที่มั่งคั่ง มั่นคงจริง และทำให้เกษตรกรทุกชาติต้องสูญเสียที่ดิน ไปอยู่ในมือของกลุ่มทุน ราชาที่ดิน (LAND LORD) จะเห็นได้ว่าทุกชาติที่ทำเช่นนี้  สุดท้ายแล้วที่ดินทำกินไม่เหลืออยู่ ในมือของคนจนเลย และกลับตกไปอยู่ในมือของนายทุนดังกล่าว ในสัดส่วนที่กระจุกตัวเพียงน้อยนิดในสังคมเท่านั้น

1.      แนวคิดสภาผู้นำชุมชนแห่งชาติกับโครงการ ปลูกต้นไม้ใช้หนี้

           สภาผู้นำชุมชนแห่งชาติ  (2547 2552) เห็นปัญหาความยากจนและปัญหาหนี้สินของเกษตรกร นำไปสู่กระบวนการสูญเสียที่ดิน และการเรียกร้องต่อรัฐ  จึงคิดการแก้ปัญหาให้คนเป็นหนี้ และจะสูญเสียที่ดิน โดยการส่งเสริมให้คนปลูกต้นไม้ 5 ระดับ จึงได้ใช้ตัวอย่างคนปลูกต้นไม้มาก่อนเช่นกลุ่มสภาผู้นำหลายคน ที่ปลูกต้นไม้  แล้วสามารถแก้ปัญหาความยากจน และหนี้สินได้ จึงมาซึ่งการเกิดแนวคิด เพื่อให้พึ่งพาตนเองได้และใช้ต้นไม้ที่ปลูกมาปลดเปลื้องหนี้สิน จึงนำเสนอแนวทางผ่านทางสำนักนายกรัฐมนตรี ในนามสภาผู้นำชุมชนแห่งชาติ ภายใต้โครงการปลูกต้นไม้ใช้หนี้ แต่โครงการปลูกต้นไม้ใช้หนี้ ที่ดำเนินการโดยเครือข่ายลุ่มน้ำหลังสวนได้รับคำถามที่น่าสนใจ จากประชาชนว่า  

·       โครงการปลูกต้นไม้ใช้หนี้ เป็นโครงการเฉพาะคนเป็นหนี้หรือไม่  ที่ปลูกตนไม้ไปแล้วใช้หนี้ได้  แล้วคนที่ไม่เป็นหนี้  ปลูกต้นไม้แล้วเข้าร่วมโครงการนี้ได้หรือไม่  หรือมีหนี้สินเล็กน้อยแต่มูลค่าต้นไม้มากเกินกว่าจะทำอย่างไร  นำต้นไม้ไปใช้หนี้อย่างไร ยุติธรรมกับคนไม่เป็นหนี้หรือไม่ ฯลฯ

 

2.      แนวคิดธนาคารต้นไม้

                 ธนาคารต้นไม้กำเนิดคำและแนวคิดเป็นรูปธรรมต้นปี 2548 โดยมีความมุ่งหวังให้เกิดกระบวนการสร้างต้นไม้ที่มีชีวิตให้มีมูลค่า แล้วใช้มูลค่าไปสะสมหรือออม หรือฝากไว้กับสถาบันการเงิน แต่แทนที่จะออมเงิน ให้ใช้การออมต้นไม้เป็นมูลค่าแทน โดยประชาชนบุคคลหรือองค์กรสามารถดำเนินการได้โดยไม่จำกัดว่าต้องเป็นหนี้หรือไม่

 

3.      การกำเนิดของธนาคารต้นไม้

       ในการร่วมโครงการปลูกต้นไม้ใช้หนี้ของเครือข่ายลุ่มน้ำหลังสวน หลังจากถูกตั้งคำถามดังกล่าวข้างต้น พงศา  ชูแนม  จึงนำเสนอแนวคิดให้เปลี่ยนชื่อโครงการปลูกต้นไม้ใช้หนี้ เป็นโครงการธนาคารต้นไม้ เพื่อให้แนวทางปลูกต้นไม้ใช้หนี้บูรณาการกับแนวทางธนาคารต้นไม้ และเพื่อให้เกิดการครอบคลุมและเป็นประโยชน์สำหรับผู้ปลูกต้นไม้ และการส่งเสริมการปลูกต้นไม้  ทั้งผู้ที่เป็นหนี้และไม่เป็นหนี้ เครือข่ายลุ่มน้ำหลังสวน จึงมีมติให้เปลี่ยนชื่อโครงการปลูกต้นไม้ใช้หนี้ เป็นโครงการธนาคารต้นไม้ ตั้งแต่ วันที่ 3 ธันวาคม 2549  และใช้ธนาคารต้นไม้ในจังหวัดชุมพร จากนั้นจึงกระจายไปทั่วประเทศ

 




บทความ

บทความตอนที่ ๒
บทความตอนที่ ๓
บทความตอนที่ ๔
ปรับโครงสร้างหนี้ 80,000 ราย ของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร เกมส์การเงินที่กำหนดให้เกษตรกรเป็นผู้แพ้: กรณีเปรียบเทียบบ่อนชนวัว
ตอน ที่ ๑การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่นำเสนอนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมและปัญหาโลกร้อนแม้แต่พรรคเดียว (ย่อ)
ตอน ที่ ๑การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่นำเสนอนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมและปัญหาโลกร้อนแม้แต่พรรคเดียว (เต็ม)
ตอน ที่ ๒สร้างจุดหักเหยอกย้อนทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ทุนนิยม
ทฤษฎีของธนาคารต้นไม้
แนวทางการบูรณาการธนาคารต้นไม้ กับโครงการมหาวิทยาลัยชีวิต สถาบันการเรียนรู้เพื่อประชาชน
ทำความจริงแท้บนผืนแผ่นดินมาเป็นความจริงเทียมบนแผ่นกระดาษ
การประยุกต์ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในระดับชุมชน
ประชาชนเสียหาย และไม่ได้อะไร แต่ไม่มีใครผิด!!
รูปแบบการปลูกต้นไม้ ปลูกป่า ป้องกันภัยพิบัติ ในบริบทของสังคมไทย ณ ช่วงเวลาศตวรรษที่ 26
ร่าง พรบ ธตม
ประเด็นปัญหาเปรียบเทียบ
โครงการปลูกป่า 3 อย่างประโยชน์ 4 อย่าง
ขอเสนอแผนปฏิบัติสู่แผนปรองดองแห่งชาติ