dot dot
dot
dot
dot
ชื่อผู้ใช้ :
รหัสผ่าน :
เข้าสู่ระบบอัตโนมัติ :
bullet ลืมรหัสผ่าน
bullet สมัครสมาชิก
dot
dot
dot
bulletสาขาธนาคารต้นไม้
bulletเอกสาร/สื่อเผยแพร่
bulletคนอยู่ป่ายัง
bulletมูลนิธิธนาคารต้นไม้
bulletโครงการ


บทความตอนที่ ๓

โครงการธนาคารต้นไม้แผนพัฒนาชาติ ฉบับอวตาร (ตอนที่ 3)

มรรควิธี : วิถีการพ้นทุกข์ด้วยธนาคารต้นไม้

โดย พงศา  ชูแนม*

บทความตอนแรกๆได้กล่าวถึงทุกข์ เหตุแห่งทุกข์และนิโรธ ความหลุดพ้นจากทุกข์ ตามหลักอริยสัจ 4 จึงขอบัญญัติเทียบเคียงให้เห็นว่าธนาคารต้นไม้ได้นำหลักการ จากสัจธรรมของพระพุทธองค์มาเป็นกรอบบังคับในการนำวิถี

ขั้นที่1 ความทุกข์ เรียกว่า ขั้นชี้ทุกข์ให้เห็นทุกข์  ในการนี้ใคร่จะหยิบยก เพื่อชี้ทุกข์ให้เห็นทุกข์ พระพุทธองค์ได้ตรัสสอนเรื่องหลักสำคัญของมนุษย์ คือ ความทุกข์ แปลว่าทนได้ยาก และการพ้นจากทุกข์ แปลว่า ไม่ต้องทน ให้หมายความง่ายๆว่า ไม่ทุกข์ก็สุขแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม หากใครไม่รู้ทุกข์ จะไม่มีทางพ้นทุกข์ได้ ขณะนี้รุ่นพวกเราเป็นเช่นนี้ รุ่นลูกรุ่นหลานจะเป็นเช่นไร ทำให้รู้สึกทุกข์ใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชุมชนในแผ่นดิน และมุมกว้างของทั้งโลก เช่นปัญหาโลกร้อน อาหารการกินแพงและเต็มไปด้วยสารพิษ ความขัดแย้งของคน ฯลฯ และตัวที่ชี้วัดว่าประชาชนเป็นทุกข์ คือ การเป็นหนี้ หากไม่เชื่อผม ให้เชื่อพระพุทธเจ้าที่ กล่าวว่าการมีหนี้สินเป็นทุกข์ที่สุดในโลก ปัจจุบันหากเราไม่มืดบอดด้วยอายตนะ และปัญญา เราจะเห็นคนเป็นทุกข์ เห็นการทำเกษตรเคมีเชิงเดี่ยว สุดท้ายขาดทุนเป็นหนี้ หนีไม่พ้นการขายที่ดิน ปลดหนี้ หรือถูกยึดที่ดินทำกินจนกลาเป็นคนไร้ที่ดิน การไร้ที่ดินเป็นทุกข์ การกลายสภาพเป็นทาสแรงงานเป็นทุกข์

ขั้นที่ 2 หาสาเหตุแห่งทุกข์ (สมุทัย) ว่าเกิดมาจากพฤติกรรมของคนที่ละลืมวิชาสามัญ ไปพึ่งวิชาการค้า เข้าสู่ระบบการเกษตรแบบอุตสาหกรรม และการเชื่อทฤษฎีเศรษฐศาสตร์การค้าจนต้องเปลี่ยนผืนดินเป็นกระดาษ สุดท้ายกระดาษถูกยึดไป หมายถึง ที่ดินก็ถูกยึดไปด้วย และสูญเสียสัญชาติญาณในการพึ่งตนบนฐานทรัพยากร ในเศรษฐกิจการค้าของ อดัม สมิธฉบับที่ถอดความโดยพงศา ชูแนม ความดังนี้ “เพื่อนมนุษย์ทั้งหลาย เจ้าจงเปลี่ยนทรัพย์สินที่ดินของเจ้าให้เป็นกระดาษเสีย (เช่น กลายเป็นโฉนด นส.3 ฯลฯ) และให้ความสำคัญกับกระดาษแผ่นนี้ให้มาก (สังเกตดูว่าสำคัญ ขนาดยึดกระดาษไปแผ่นเดียวไล่ออกหมดทั้งบ้าน วัว ควาย หมู หมาไม่ให้อยู่) จากนั้นเจ้าจงนำกระดาษแผ่นนี้ไปไว้ที่ สถาบันการเงิน หรือ ธนาคาร เอาเงินจากธนาคารมาซื้อหาปัจจัยการผลิต ตั้งแต่พันธุ์พืช ปุ๋ย ยา รถไถ ฯลฯ เมื่อได้ปัจจัยการผลิตมาแล้ว เจ้าจงผลิตซ้ำ เพื่อให้ได้ผลผลิตสูงสุด เจ้าจงนำไปขาย (มันไม่เคยบอก เอาไปให้พระสงฆ์องค์เจ้าก่อน ไม่เคยเอาไปซะกาดก่อน หรือนำไปบริจาค) และประโยคสุดท้ายมันย้ำนักหนา ให้ขีดเส้นใต้ไว้ว่า “ก่อนจะขาย เจ้าจงไปทำราคาขาย กับราคาทุนให้ต่างกันเสียก่อน เมื่อราคาขายกับราคาทุนต่างกัน จะเกิดช่องว่าง เรียกว่า กำไร ใครขายได้กำไรมากๆ จงนำกำไรไปสะสมไว้ในธนาคาร ใครสะสมได้มากคนนั้นจะร่ำรวย มั่งคั่ง มั่นคง” นี่คือสาระของทฤษฎีเศรษฐศาสตร์การค้าของ อดัม สมิธ ที่พงศา ชูแนมค้นพบในกล่องดำ เพราะทุกชาติทั่วโลกที่เชื่อ และทำเช่นนี้ สุดท้ายแล้วไม่มีชาติใดเหลือแผ่นดินให้กับคนจน ทรัพย์สินที่ดินจากคนจนไปอยู่ในมือคนรวยจนหมด ทุกประเทศ แปลง่ายๆเศรษฐกิจการค้า กว่า 200 ปี ที่เดินมา ผลมันคือ ที่ดินคนจนสูญหายไปอยู่ในมือนายทุน จนทำให้คนไร้ที่ดินทำกิน เป็นหนี้ เป็นทุกข์

ขั้นที่ 3 ชี้ทางหลุดพ้น (นิโรธ) ว่าถ้าจะให้หลุดพ้นจากบ่วงทุกข์แล้ว ควรจะสร้างภูมิคุ้มกันแผ่นดินทำมาหากิน โดยใช้ต้นไม้เป็นเครื่องมือในการต่อสู้ เพื่อรักษาแผ่นดินให้ มีทรัพย์ส่วนรวมเหลืออยู่เพื่อเกื้อกูลชีวิต ย้อนกลับไปมองเห็นความมีเหตุผล ในการอยู่บนผืนแผ่นดิน คือการใช้วิชาสามัญ เพาะปลูก เลี้ยงสัตว์เพื่อยังชีพ ด้านอาหารพลังงานด้วยสัมมาชีพ ตอกย้ำลงไปว่า จากนี้ไป เราจะไม่ยอมให้ที่ดินไปเข้าธนาคารอีกต่อไป เราจะหยุดมันโดยการใช้ต้นไม้ไปเข้าธนาคารแทน (ไม่ยอมให้ธนาคารยึดที่ดิน) แต่หากหนี้สินสะสมมากไป เราก็ให้ธนาคารยึดทรัพย์ คือยึดต้นไม้ของเราไป ให้ตัดต้นไม้ปลดเปลื้องหนี้ แต่ที่ดินยังคงอยู่ ครอบครัว สังคมชนบทยังคงอยู่  

ขั้นที่4  มรรควิธี การหลุดพ้นทุกข์ด้วยธนาคารต้นไม้ คือการให้รัฐรับรองมูลค่าต้นไม้ที่ยืนต้นมีชีวิต ในผืนแผ่นดินของประชาชน ให้มีค่าเป็นทรัพย์ด้วยวิธีการของธนาคารต้นไม้ และนี่คือของการเทียบเคียงสัจธรรม อริยสัจสี่ กับแนวทางปรัชญาการต่อสู้ของธนาคารต้นไม้ แต่ถามว่าแนวทางที่เป็นสัจธรรมข้างต้นนี้ วันนี้จะเป็นไม่ได้หรือไม่ มีเงื่อนไขประเด็นปัญหาใดหนึ่งจะทำให้บรรลุได้ คำตอบคือความเป็นไปได้อยู่ที่ว่าจะลงมือทำหรือไม่ ในวิธีคิด กระบวนการของธนาคารต้นไม้ได้คิดบนหลักการความเป็นไปได้ และอยู่บนฐานคิดหลักแห่งมัชฌิมาปฏิปทาคือ เดินบนทางสายกลางอย่างเคร่งครัด ประสงค์จะให้มนุษยชาติยืนอย่างแข็งแกร่งท่ามกลางเศรษฐกิจทุนนิยม และเศรษฐกิจพึ่งตน พยายามหลอมทั้งสองส่วน ทั้งซีกซ้าย ซีกขวาให้มาอยู่ตรงกลางที่รับได้ ไม่สุดขั้วไปทางกามสุขัลลิกานุโยค หรือประกอบตนพัวพันอยู่ในความสุขสบายในความมี ความเป็นทั้งหลาย ไม่สุดขั้วไปทางอัตตกิลมถานุโยค หรือประกอบตนให้ลำบาก ทรมาน เก็บตัวพึ่งตนไม่ใส่ใจโลกภายนอก

 

กล่าวคือ เราส่งเสริมการสะสมทรัพย์แบบทุนนิยม แต่ทรัพย์ที่สะสมมิใช่เงิน หากเป็นทรัพย์ต้นไม้ เราพึ่งตนแต่มิได้หมายถึงหลีกลี้หนี้ตน นำพาต้นไม้ไปเก็บรักษาไม่ใช้ ไม่สอย ไม่แตะต้องมองแต่ธรรมชาติไม่มองความเป็นของจริงของโลก เราคงพึ่งตนบนความจริงที่อยู่กับผู้อื่นได้

ในฐานคิดภาษาชาวบ้านง่ายๆของธนาคารต้นไม้คือ เราเป็นกลาง เรียกว่า กลางทระนง ความเป็นกลางคือ เราต้องไม่โกงหรือ เอาเปรียบคนอื่น และเราจะไม่ยอมให้ใครโกง หรือเอาเปรียบเรา

ประเด็นต่อมา ทางสายกลางที่ธนาคารต้นไม้ก้าวเดินก็ยังมิใช่เรื่องง่าย โดยกรอบวิธีที่ทำให้ธนาคารต้นไม้เป็นจริง แม้นเป็นเรื่องใหญ่ แต่เราก็เชื่อว่าสามารถทำได้  หากเรามีวิธีการที่ดี และถูกต้องในมรรควิธี คือ ต้องดำเนินการในสององค์ประกอบพร้อมๆกัน นั่นคือ

ก.     สร้างความจริงให้ปรากฏในแผ่นดิน โดยให้ประชาชนสมัครสมาชิกธนาคารต้นไม้ ลงมือปลูกและดูแลรักษาต้นไม้ในที่ดินทำกินอย่างจริงจัง ต่อเนื่อง ให้องค์ประกอบด้านพลังประชาชนมีความหนักแน่น เป็นจริง จับต้องได้ จนให้รัฐ หรือสาธารณะเชื่อมั่นได้ว่า โครงการธนาคารต้นไม้เป็นเรื่องดี และเรื่องจริงที่ทำได้ และได้ทำไปแล้วโดย ประชาชนผู้กล้า ซึ่งวันนี้เกิดธนาคารต้นไม้กว่า 3 พันสาขา สมาชิกกว่า 3 แสนคน กระจายอยู่กว่า 60 จังหวัด ทั้ง 4 ภาคของประเทศ เป็นพลังอันยิ่งใหญ่

ข.     ผลักดันสู่การเป็นนโยบายรัฐ โดยดำเนินการด้วยวิถีทางต่างๆเพื่อให้ระบบการเมือง การปกครองภาครัฐเห็นชอบ และนำพาวิธีของธนาคารต้นไม้ นำไปเป็นนโยบายรัฐอันจะส่งผลเชื่อมต่อองค์ประกอบธนาคารต้นไม้ให้เป็นจริง

อย่างไรก็ตามแม้นวันนี้ รัฐยังไม่เอาจริงเอาจังกับธนาคารต้นไม้ที่เป็นทางรอดของประชาชน แต่ร่องรอยที่ผ่านมารัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรี 2 ท่านได้เคยรับปากประชาชนว่าจะเอาจริง ได้แก่ พลเอก สุรยุทธ์ จุลลานนท์ ประกาศวาระแห่งชาติว่าด้วยการปลูกต้นไม้ใช้หนี้ เมื่อ 25 พฤษภาคม 2550  และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ประกาศนโยบาย เมื่อ 25 พฤษภาคม 2552 ว่า “สิ่งที่เป็นความวิตกกังวลของประชาชนทั่วไป ทั้งในประเทศไทย และประเทศอื่นที่ประสบกับสภาวะวิกฤติ บนความไม่มั่นคง  ในเรื่องรายได้ ในอนาคตของตนเอง  ข้อเสนอหรือประสบการณ์จากภาคประชาชน จะหยิบยกขึ้นมาเป็นกรณีตัวอย่าง ตัวอย่างแรกก็คือ ธนาคารต้นไม้ ซึ่งเป็นโครงการที่หลายหน่วยงานกำลังขับเคลื่อนและให้การสนับสนุนอยู่นั้นรัฐบาลจะถือเป็นนโยบายสำคัญ กรณีศึกษาเรื่องการปลูกต้นไม้เป็นทรัพย์สินนั้น ก็ตรงตามแนวพระราชดำรัส ป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพราะฉะนั้นแนวทางและนโยบายในเรื่องของโครงธนาคารต้นไม้ ก็จะเป็นนโยบายสำคัญในการคลี่คลายทางด้านเศรษฐกิจให้กับพี่น้องประชาชนในชนบท ” ซึ่งเป็นสัญญาที่ดีที่สะท้อนมาจากผลการขับเคลื่อนของ  ธนาคารต้นไม้อย่างเข้มแข็ง และเหน็ดเหนื่อย ถึงขั้นสำนักนายกรัฐมนตรีได้ตั้งคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนโครงการธนาคารต้นไม้ จนได้ข้อสรุปเป็นแผนปฏิบัติการธนาคารต้นไม้พร้อมเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) สร้างทางรอดให้ประชาชน แต่เหตุการณ์พลิกผันไปมาอย่างน่าอดสู คือ รัฐหยิบฉวยแผนปฏิบัติการธนาคารต้นไม้ภาคประชาชน ยกโยนไปให้ธนาคารบางแห่ง เอาทางรอดของประชาชนไปสร้างทางทำมาหากินบนความทุกข์ยากของประชาชนต่อไป อย่างไรก็ตาม ผมขอยกวิธีการ และผลงงานการกระทำดังกล่าวที่แสนโหดร้ายที่ผู้ปกครองทำกับประชาชนใต้ปกครองของเขาไปไว้ในตอนต่อไป  และขอนำข้อสรุป อันเป็นข้อเสนอที่เป็นทางรอดของประชาชนที่เสนอต่อรัฐในนามธนาคารต้นไม้ 3 ข้อดังนี้

ข้อ 1. ชุมชนหรือประชาชนคนไทยใครก็ตามที่ปลูกต้นไม้ในที่ดินทำกินของตนเองบนผืนแผ่นดินไทยและเป็นสมาชิกธนาคารต้นไม้ รัฐพึงต้องรับรองมูลค่าต้นไม้ของผู้นั้น ให้มีมูลค่าเป็นทรัพย์ขณะที่มีชีวิต ตามมูลค่าที่ธนาคารต้นไม้กำหนด คือ ช่วงดังนี้ ช่วงที่ 1 ต้นไม้อายุ 1-10 ปีให้รัฐรับรองมูลค่าตามราคาทุน เริ่มจากปีที่ 1 ต้นละ 100 บาท และเพิ่มขึ้นทุกปีๆละ 100 บาทจนถึงปีที่ 10 ต้นละ 1,000 บาท ช่วงที่ 2 ต้นไม้อายุ 10 ปีขึ้นไปให้รับรองมูลค่าตามความจริงโดยการคำนวณปริมาตรและมูลค่าไม้ ตามที่ธนาคารต้นไม้กำหนดให้สอดคล้องกับความเป็นจริง และให้นำมูลค่าต้นไม้ไปใช้กับรัฐ สถาบันการเงินหรือ ธนาคารของรัฐได้เช่นเดียวกับทรัพย์อย่างอื่นโดยให้ใช้ในการ ก.ประกันตน ข.Bank Guarantee ค.ค้ำประกันหนี้ ง.ใช้เป็นเงินฝากกับรัฐบาลลักษณะเดียวกับพันธบัตรรัฐบาล จ.ใช้กับรัฐในด้านสวัสดิการ

ข้อ 2.     รัฐพึงต้องให้ค่าตอบแทน อัตราร้อยละ 5 ของมูลค่าไม้ทุกปี

ข้อ 3.     รัฐพึงต้องกำกับธนาคารและสถาบันการเงินของรัฐให้กำหนดอัตราดอกเบี้ยแก่ลูกหนี้ที่ใช้ต้นไม้ค้ำประกันหนี้ใน อัตราร้อยละ 5 ต่อปี

ทั้งนี้ต้องได้รับการตรวจสอบและรับรองมูลค่าต้นไม้จากธนาคารต้นไม้เสียก่อน

ในความเป็นไปได้ ธนาคารต้นไม้จึงเสนอมรรควิธีทางรอดพ้นทุกข์ ด้วยธนาคารต้นไม้ และขออนุญาตยกตัวอย่างให้มองเห็นได้ชัดว่าวิธีการปฏิบัติเป็นอย่างไรเป็นมรรควิธี

นายสนิท พลวารีย์ อยู่ผาน้ำย้อย อ.โพนทอง จ.ร้อยเอ็ด อาชีพเกษตรกรทำนาปลูกพืชไร่ด้วยเกษตรเคมีเชิงเดี่ยวตามกระแส ทั้งมันสำปะหลัง ข้าวโพด ข้าว ถั่วเขียว ทำมาหากินบนผืนแผ่นดินบรรพบุรุษมานานหลายปี ทำไปขาดทุนไป พร้อมทั้งมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ จิปาถะ ตั้งแต่ส่งลูกเรียนหนังสือ ซื้อรถอีแต๋น ซื้อปุ๋ย ยา เครื่องสูบน้ำ ฯลฯ จนสุดท้ายรายได้จากการเกษตรไม่พอ (เพราะในตัวมันเอง ก็ขาดทุนอยู่แล้ว) นายสนิท จึงสะสมการขาดทุนเรื่อยมา อาศัยเยียวยาชีพจรชีวิตด้วยการกู้เงินจาก ธนาคารคนจน (นึกเอาเองว่าธนาคารอะไรที่คนกู้แล้วจนทุกคน) จนปี 2553 มีหนี้สินหนึ่งแสนบาท จากเงินต้นแต่น้อยนิด แต่ไม่มีปัญญาปลดหนี้ จึงพอกพูนด้วยดอกเบี้ยกลายเป็นเงินต้นจำนวนดังกล่าว หนทางปลดหนี้หลุด ด้วยอาชีพเกษตรเคมีเชิงเดี่ยวอย่างที่ทำมาพิสูจน์ได้แล้วว่าไม่มีทาง ปลายทางสุดท้ายอาจจะต้องสูญเสียที่ดินทำกินแล้ว พาตัวเองสองตายาย ตามลูกหลานไปอยู่ห้องแถว ซึ่งอาจถูกขังไว้กับหมาในห้องแถวเล็กๆของบั้นปลายของชีวิต นี่คือ ความทุกข์ที่แท้จริง

เหตุแห่งทุกข์มาจากเกษตรเคมีเชิงเดี่ยวทำแล้วขาดทุน จึงเอาที่ดินที่ถูกเปลี่ยนเป็นกระดาษไปจำนองธนาคาร เอาเงินมาซื้อหาปัจจัยการผลิตทั้งปุ๋ย ทั้งยา อีกทั้งพันธุ์ข้าวปลูกสารพัด หวังได้ผลผลิตสูงสุด และนำไปสู่การค้าขายสุดท้าย ต้องสูญเสียที่ดิน สูญสิ้นวิถี นี่คือสมุทัย

ทางหลุดพ้นจากบ่วงทุกข์ คือการเลิกเอาที่ดินเข้าธนาคาร เพราะเข้าแล้วไม่เคยได้กลับมา จนมีคำกล่าวอย่างหนักแน่นว่า สิ่งที่เข้าไปในธนาคารแล้วไม่ออกมาเลยคือโฉนด และ นส.3 สิ่งที่เข้าธนาคารแล้วออกมาบ่อยๆ คือพนักงานที่ถูกให้ออกเมื่อเงินเดือนมากเกินไป (ฮา)

ต่อจากนี้ไปสัญญากับตัวเองว่าจะไม่เอาที่ดินเข้าธนาคาร แต่เราจะเอาต้นไม้ที่รับรองมูลค่าเป็นอสังหาริมทรัพย์เข้าธนาคาร แทนที่ดิน อย่างไรเสียแม้นจะขาดทุนเป็นหนี้ ปลดไม่ได้ด้วยประการใด อาจจะถูกยึดทรัพย์โดยธนาคาร เราก็ยอมให้ยึดทรัพย์ คือให้มายึดต้นไม้ไป ตัดต้นไม้ไปปลดเปลื้องหนี้สิน แต่ที่ดินและบ้านเรือนจะยังคงอยู่ หมายถึง ครัวเรือน สังคมชนบทจะยังคงอยู่ หมายถึง ชาติไทย ยังคงอยู่ นี้คือนิโรธทางรอดที่แท้จริง แล้ววิธีการล่ะ?

ให้นายสนิท พลวารีย์ ไปปลูกต้นไม้ประเภทไม้ยืนต้น ที่โตแล้วใช้เนื้อไม้ได้ เช่นยางนา ตะเคียนทอง มะฮอกกานี มะหาด สะเดา ฯลฯ เป็นไม้ท้องถิ่นบ้านเรา โดยปลูกบริเวณใดก็ได้ที่เป็นที่ดินทำกินของตนเอง เช่น ปลูกผสมผสานกับพืชเดิม, ปลูกบนจอมปลวก, ปลูกบนคันนา ริมห้วย หรือปลูกตามริมขอบเขตแดน (แนวเขตที่ดิน ซึ่งวิธีการปลูกต้นไม้ริมขอบเขตที่ดิน ที่ทำให้เจ้าของที่ดินอีกด้านยินยอม เป็นทักษะพิเศษของผม แนะนำว่าควรต้องดำเนินการดังนี้ ให้ปลูกลงบนกลางเขตแดนพอดีเป๊ะๆ ให้เป็นแถวตามแนวขอบเขตที่ดิน แล้วนับต้นที่ 1, 2, 3, 4, 5,  ถึงต้นที่ 200 (สมมุติ) นายสนิทเอาต้นที่ 1 เป็นของตัวเอง ส่วนต้นที่  2 ยกให้เขา(เจ้าของที่ดินอีกด้าน) ต้นที่3 เป็นของเรา ต้นที่ 4 ให้เขา สลับกันเช่นนี้ จะทำให้เจ้าของที่ดินติดต่อกันยินยอม เพราะเราปลูกให้เขาด้วยหมายถึงได้คนละครึ่ง และไม่มีปัญหาทะเลาะเรื่องเขตแดนตลอดไป

ขอสมมติให้นายสนิทปลูกต้นไม้ 2000 ต้น ริมขอบเขต ยกให้เจ้าของที่ดินข้างเคียงเสีย  1,000 ต้น เหลือของนายสนิท จำนวน  1,000 ต้น เลี้ยงดูให้รอด จากนั้น

ขั้นที่ 1 นายสนิทต้องชักชวนพี่น้อง เพื่อนฝูง เพื่อนบ้าน สมัครเป็นสมาชิกธนาคารต้นไม้สาขาผาน้ำย้อย     ให้ได้สมาชิกอย่างน้อย 50 คน เมื่อได้สมาชิกครบตามต้องการแล้ว ขั้นตอนต่อมา

ขั้นที่ 2 ให้จัดทำเวทีสร้างความเข้าใจ เรื่องการปลูกต้นไม้ของธนาคารต้นไม้ คือการประชุมสร้างความเข้าใจเรียกว่าการปลูกต้นไม้ในใจคน ซึ่งคำนี้ ธนาคารต้นไม้ได้น้อมนำเอาพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ว่า “พนักงานป่าไม้ หากจะให้ประชาชนปลูกต้นไม้ในแผ่นดิน เราต้องปลูกต้นไม้ในใจคนเขาเสียก่อน และประชาชนจะปลูกต้นไม้ในแผ่นดินและดูแลรักษาด้วยตนเอง” เราจึงนำคำที่เป็นมงคลมาใช้ ในการสร้างความเข้าใจแก่สมาชิกเรื่องต้นไม้ และการปลูกต้นไม้ แทนคำว่าจัดประชุม ขั้นตอนนี้ดำเนินการโดยคณะกรรมการธนาคารต้นไม้

ขั้นที่ 3 เมื่อจัดเวทีปลูกต้นไม้ในใจคนแล้ว และสมาชิกเข้าใจหลักการแล้ว จึงเข้าเป็นสมาชิกโดยการเขียนใบสมัคร และห้ามมิให้มีการเก็บเงินในการเป็นสมาชิก จากนั้นเลือกตัวแทนจากกลุ่มสมาชิกให้เป็นคณะกรรมการธนาคารต้นไม้สาขา จำนวน 9-15 คน ประกอบด้วย ประธาน, รองประธาน, ผู้จัดการ, เลขานุการ และคณะกรรมการฝ่ายต่างๆ แล้วส่งรายชื่อสมาชิกพร้อมคณะกรรมการ และที่ตั้งสาขาให้ ธนาคารต้นไม้ สำนักงานใหญ่ ทาง E-Mail ถึง Phongsachoo@hotmail.com  หรือ Treebankthai@gmail.com

ขั้นที่ 4 จัดทำพิธีเปิดธนาคารต้นไม้สาขา ขั้นตอนนี้ไม่บังคับ แต่เสนอว่าควรจะดำเนินการเพื่อสร้างพลังอาจจะเชิญผู้ใหญ่ เช่น นายอำเภอ ผู้ว่าราชการจังหวัด หรือ ผู้หลักผู้ใหญ่ หรือ บุคคลสำคัญเป็นประธานในพิธีเปิดเป็นการสั่นสะเทือนสังคมจากกลุ่มคนปลูกต้นไม้ เชื่อว่าไม่มีใครกล้าปฏิเสธ

ขั้นที่ 5 การขอใบรับรอง ธนาคารต้นไม้สาขา ให้กรอกแบบฟอร์มขอใบรับรอง ส่งมาทางE-mail ดังกล่าวจากนั้นธนาคารต้นไม้ก็จะส่งใบรับรองไปให้

ขั้นที่ 6 จัดประชุมร่วมกันอย่างสม่ำเสมอในธนาคารต้นไม้ระดับต่างๆ และร่วมเคลื่อนไหว กระตุ้นให้รัฐประกาศเป็นนโยบายของรัฐ

ขั้นที่ 7 การปลูก การตรวจนับ ประเมิน และรับรองมูลค่าต้นไม้ เมื่อต้นไม้ของนายสนิท อายุได้ 1 ปีขึ้นไป ซึ่ง 1 ปีของธนาคารต้นไม้ให้ถือว่าต้นไม้ได้ผ่านไปหนึ่งฤดูฝน หมายถึงรอดตายแล้วให้นับ 1 ปี จึงให้คณะกรรมการทำการตรวจนับและประเมินมูลค่าให้ตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารต้นไม้กำหนด โดยกำหนดไว้ 2 ช่วงดังนี้

ช่วงที่ 1 อายุ 1-10 ปี ประเมินรับรองตามราคาทุนต้นละ 100 บาท ในปีแรก และเพิ่มขึ้นปีละ 100 ทุกปี จนถึงปีที่ 10 ต้นละ 1000 บาท

ช่วงที่ 2 อายุ 10 ปีขึ้นไป ให้ประเมิน และรับรองตามจริง คือคิดปริมาตรและมูลค่าต้นไม้ตามโปรแกรมที่มีไว้ใน www.treebankthai.com 

โดยต้องทำการตรวจนับ และติดเลขหมายประจำต้นตามแนวทางที่กำหนด ในตัวอย่างของข้อเท็จจริง นายสนิท พลวารีย์ปลูกต้นไม้อายุ 1 ปี จำนวน 1,000 ต้น คณะกรรมการจะประเมินต้นละ 100 บาท ต้นไม้ของนายสนิทจะมีมูลค่า 100,000 บาท จากนั้นทำการตรวจซ้ำโดยคณะกรรมการระดับจังหวัด แล้วรับรองมูลค่าต้นไม้ ส่งให้ธนาคารต้นไม้สำนักงานใหญ่รับรองไว้ในฐานข้อมูล จากนั้นนำข้อมูลไปกรอกไว้ในสมุดบัญชีธนาคารต้นไม้ และนำมูลค่าต้นไม้ไปใช้กับรัฐตามข้อเสนอดังกล่าวข้างต้น

ในส่วนของนายสนิทนำมูลค่าต้นไม้ไปใช้กับรัฐตามหลักการที่เสนอไว้ โดยการนำมูลค่าต้นไม้ 100,000 บาทไปใช้กับธนาคารของรัฐโดยนำไปใช้ค้ำประกันหนี้กับธนาคารคนจนแทนโฉนดที่ดิน เมื่อนำไปใช้กับธนาคารแล้วประโยชน์ที่เกิดกับนายสนิท คือ

1. นายสนิทจะไม่สูญเสียที่ดินอีกต่อไป เพราะได้ใช้มูลค่าต้นไม้ค้ำประกันหนี้สิน แทนโฉนดที่ดินแล้ว แต่ต้องดูแลต้นไม้ให้คงอยู่ต่อไป และโฉนดยังคงต้องไว้ที่ธนาคารเสมือนคนค้ำที่ 2

2. ธนาคารต้องลดดอกเบี้ยจากปกติสมมติร้อยละ 10 ต้องมาเหลือร้อยละ 5 ทำให้เงินกู้ของนายสนิทถูกลดดอกเบี้ยร้อยละ 5 นายสนิทจึงต้องจ่ายดอกเบี้ยเพียง 5,000 บาท จากเดิม 10,000 บาท

3. รัฐต้องจ่ายค่าตอบแทน ร้อยละ 5 .ให้นายสนิทจากมูลค่าต้นไม้ 100,000 เป็นเงิน 5,000 บาท

4. เมื่อนายสนิทได้รับเงินมาจากรัฐ 5,000 บาทและโอนจ่ายดอกเบี้ยให้ธนาคาร 5,000 บาทเท่ากับไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ย ภาระอันหนักอึ้ง จะเบาลงสามารถดำรงวิถีพอเพียงด้วยความไม่รีบร้อนได้แล้ว

นี่คือมรรควิธีทางรอดหลุดพ้นจากบ่วงทุกข์ของภาระหนี้สินซึ่งเป็นเครื่องพันธนาการชีวิต และวิถีสังคมเกษตรกรรมไทยด้วยแนวทางธนาคารต้นไม้ แต่ช้าก่อน (ฮา) เรื่องนี้ยังไม่สำเร็จและอาจไม่สำเร็จเลย หากสมาชิกธนาคารต้นไม้ไม่ช่วยกันเป็นพลังขับเคลื่อนต่อไปให้สำเร็จ




บทความ

บทความตอนที่ ๑
บทความตอนที่ ๒
บทความตอนที่ ๔
ปรับโครงสร้างหนี้ 80,000 ราย ของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร เกมส์การเงินที่กำหนดให้เกษตรกรเป็นผู้แพ้: กรณีเปรียบเทียบบ่อนชนวัว
ตอน ที่ ๑การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่นำเสนอนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมและปัญหาโลกร้อนแม้แต่พรรคเดียว (ย่อ)
ตอน ที่ ๑การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่นำเสนอนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมและปัญหาโลกร้อนแม้แต่พรรคเดียว (เต็ม)
ตอน ที่ ๒สร้างจุดหักเหยอกย้อนทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ทุนนิยม
ทฤษฎีของธนาคารต้นไม้
แนวทางการบูรณาการธนาคารต้นไม้ กับโครงการมหาวิทยาลัยชีวิต สถาบันการเรียนรู้เพื่อประชาชน
ทำความจริงแท้บนผืนแผ่นดินมาเป็นความจริงเทียมบนแผ่นกระดาษ
การประยุกต์ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในระดับชุมชน
ประชาชนเสียหาย และไม่ได้อะไร แต่ไม่มีใครผิด!!
รูปแบบการปลูกต้นไม้ ปลูกป่า ป้องกันภัยพิบัติ ในบริบทของสังคมไทย ณ ช่วงเวลาศตวรรษที่ 26
ร่าง พรบ ธตม
ประเด็นปัญหาเปรียบเทียบ
โครงการปลูกป่า 3 อย่างประโยชน์ 4 อย่าง
ขอเสนอแผนปฏิบัติสู่แผนปรองดองแห่งชาติ