ReadyPlanet.com
dot dot
dot
dot
dot
ชื่อผู้ใช้ :
รหัสผ่าน :
เข้าสู่ระบบอัตโนมัติ :
bullet ลืมรหัสผ่าน
bullet สมัครสมาชิก
dot
dot
dot
bulletสาขาธนาคารต้นไม้
bulletเอกสาร/สื่อเผยแพร่
bulletคนอยู่ป่ายัง
bulletมูลนิธิธนาคารต้นไม้
bulletโครงการ


ตอน ที่ ๑การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่นำเสนอนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมและปัญหาโลกร้อนแม้แต่พรรคเดียว (เต็ม)

บทความ: การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่นำเสนอนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมและปัญหาโลกร้อนแม้แต่พรรคเดียว

โดย พงศา  ชูแนม*

นโยบายประชานิยมดูกล่นเกลื่อนจากทุกพรรคที่นำเสนอต่อประชาชน เต็มไปด้วยการคัดสรรคำ ให้ดูสั้น กระชับ เข้าใจง่าย ดูจริงจังจับต้องได้  เพียงประชาชนธรรมดาสามัญอ่านป้ายข้างถนนของทุกพรรคสามารถประมาณ และแยกแยะได้ทันที ว่าข้อเสนอพรรคไหนจับต้องได้อย่างไร มากน้อยกว่ากันอย่างไร อาทิเช่น เพิ่มค่าแรงเป็น 300 บาท, เพิ่มค่าแรง 25% ภายใน 2 ปี, ประกันราคาข้าวมะลิเกวียนละ 20,000 บาท, ปริญญาตรีเริ่มเงินเดือน 15,000 บาท รถไฟฟ้า12 สาย, รถไฟความเร็วสูงจากกรุงเทพฯ ถึงโคราช ระยอง, น้ำถึงทุกนา ประปาถึงทุกบ้าน, กองทุนตำบลละ 3 ล้าน ฯลฯ

ประชาชนคนไทยอาจต้องหลงไปกับอุปทานหมู่แห่งการมอบให้ ซึ่งเสนอประโยชน์แก่คนทั้งชาติ จนแทบสำลักความกรุณา ความเชื่อมั่นว่าเป็นจริงได้หรือไม่ ประชาชนไม่ค่อยคลางแคลงใจ เพราะบางพรรคบอกเคยทำมาแล้วในสิ่งที่ทุกคนคิดว่าทำไม่ได้ บางพรรคบอกว่าพูดแล้วทำ บางพรรคบรรยายว่าทำแล้วตามสัญญา ประชาชนบางกลุ่มในแนวอนุรักษ์นิยมรวมทั้งนักวิชาการอำมาตย์ที่ลุกขึ้นยืนต่อนโยบายประชานิยมต้องสยบยอมต่อการรับปากแล้วทำจริงของพรรคการเมืองในนโยบายที่เสนอต่อประชาชน พร้อมพึมพำเบาๆ มันทำลงได้อย่างไร

                ผมอีกคนหนึ่งไม่คลางแคลงใจ และไม่ปรามาสว่าทุกพรรคจะทำไม่ได้ตามที่พวกเขานำเสนอออกไป ซึ่งล้วนแล้วแต่แสดงให้เห็นถึงเนื้อแท้ของการปกครองของหมู่มาก เมื่อคนส่วนใหญ่ว่าต้องทำเช่นนี้ ก็ต้องทำตามเสียงส่วนใหญ่ แม้นมันจะเกิดปัญหาต่อเนื่องตามมาก็ตาม ถือว่าเป็นภาระและกรรมที่ต้องรับร่วมกัน เพราะเราเคารพนบนอบต่อระบอบการปกครองของตัวแทนในเสียงส่วนใหญ่ หลายคนบอกว่า การนำเสนอนโยบายอย่างนั้นทำได้ และได้คะแนนเสียงแต่ทำไม่ลง  เพราะยังยึดถือกรอบตรรกะว่าวันหนึ่งข้างหน้าจะมีผลข้างเคียงกระทบอย่างใหญ่หลวง แต่เมื่อคนส่วนใหญ่เอาอย่างนั้นก็ต้องทำใจต่อไป

                ผมว่านี่คือบทลงโทษของประชาธิปไตย การปกครองที่สารภาพด้วยตัวของมันเองว่าเป็นการปกครองที่เลว แต่เลวน้อยที่สุด อย่างไรก็เลวอยู่นั่นเอง แต่มนุษย์โลกนี้ก็หมกมุ่นอยู่กับความเลวน้อย ไม่ไขว่คว้าหาการปกครองที่ดีขึ้น หรือดีที่สุด เรียกว่า ธรรมาธิปไตย วันนี้เราจึงพบกับบทลงโทษ คือ ความไม่ได้อย่างใจ แม้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องกว่าของชนกลุ่มเสียงข้างน้อย คือบททดสอบความเลวน้อยของการปกครองระบอบนี้

                ผมไม่ค่อยเชื่อประชาธิปไตย อย่างที่ท่านพุทธทาสเคยเขียนไว้ว่าเป็นการปกครองของประชาชนโดยประชาชน แต่ไม่เคยเพื่อประชาชนซึ่งเป็นเพื่อตัวแทน  เพื่อพวกพ้อง เพื่อโลกทุนนิยม  ประชาธิปไตย ไม่สามารถแยกออกจากทุนนิยมได้ก็หมายถึง เป็นระบอบของการแก่งแย่งแข่งขัน คนหมู่หนึ่งจะเป็นเครื่องมือของผู้ปกครอง ราวกลเกมส์การปกครองที่อาเปรียบกันเป็นทอดๆ หาความเป็นธรรมแท้จริงไม่ได้ แต่เอาเถอะ นั่นเป็นความเชื่อ ส่วนลึกที่ผมเชื่อและเข้าใจตามแนวคิดท่านพุทธทาส และตามแนวคิดในหลักศาสนาทุกศาสนา  และไม่มีศาสนาใดสอนให้ต้องหมกมุ่นกับความเลวน้อย ทุกศาสนาสอนให้ใช้รูปแบบที่ดีที่สุด ทุกศาสนายืนตรงข้ามกับทุนนิยม และเท่าที่ผมมีสติทบทวนได้ พบว่าไม่มีศาสนาไหนสอนให้มนุษย์ร่ำรวย เพราะความร่ำรวย คือการฉกฉวยแย่งชิงจากผู้อื่นมาสะสมทำให้ตนเองร่ำรวย แต่ผู้ถูกเอาเปรียบยากจนขาดแคลนเสมอ ทุกศาสนาจึงยืนข้างการแบ่งปันไม่ใช่แข่งขัน ยืนข้างความพอดี ไม่ใช่สะสมจนเกินเลย

                อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าตั้งข้อสังเกตอย่างยิ่งว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ เท่าที่ผมอ่านสดับตรับฟัง  สายตากวัดไกวจากการเดินทางไปทั่วประเทศไม่พบว่ามีพรรคการเมืองใด แม้นแต่พรรคเดียว  เสนอนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมต่อหน้าประชาชนให้จับต้องได้ มันหมายถึงอันใด คิดด้วยสมองดันโง่เขลา หรือธรรมดาสามัญก็แปลได้ว่า เรื่องสิ่งแวดล้อมไม่มีความจำเป็นต่อประเทศนี้ หรือว่า ทุกพรรคละเลยเพิกเฉยต่อปัญหาสิ่งแวดล้อม หรือทุกพรรคไม่เคยมีความคิดเรื่องสิ่งแวดล้อมเลย หรือว่าการบริหารงานด้านสิ่งแวดล้อมขณะทำหน้าที่อยู่เป็นสิ่งที่จำใจทำ

                ผมสรุปด้วยสามัญสำนึกของผมว่านี่คือความจริง ที่ทุกพรรคการเมืองไม่มีความจริงใจต่อนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมแม้นกระผีกริ้น และมองเรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องล้าหลัง  ถ่วงความเจริญก้าวหน้าและการพัฒนาประเทศชาติ รวมทั้งผมมองทะลุไปว่า ประชาชนหมดความหวังกับตัวแทน หรือผู้ปกครองที่กำลังจะเข้ามาคราวนี้ในด้านสิ่งแวดล้อม

                และผมตีความไกลไปถึงวิสัยทัศน์ของพรรคการเมืองปัจจุบันว่า ยังไม่สำเหนียกต่อความเป็นจริงของโลกปัจจุบันที่กำลังจะแตกดับ และมองไม่เห็นปัญหาใหญ่หลวงกำลังกล้ำกลาย ย่ำยีชีวิตมนุษยชาติ ในขณะที่หลายชาติมีวิสัยทัศน์เพื่อคนทั้งโลก และตระหนักในชะตากรรมของมวลมนุษย์ และผมก็หมดความหวังจริงกับอนาคตของชาติที่ฝากไว้กับตัวแทนของคนส่วนใหญ่  ที่มีแต่นโยบายให้เฉพาะหน้าเพื่อคะแนนเสียงเฉพาะตัว สร้างกระสวนพฤติกรรมให้คนไทยเห็นแก่ประโยชน์เฉพาะหน้าใกล้มือคว้าเอาไว้ก่อน นัยนี้หมายถึง สอนความเห็นแก่ตัวให้ประชาชน

                ในฐานะเป็นคนคิดเรื่องเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม ผมมีแนวคิดพร้อมวิธีปฏิบัติที่จะใช้เรื่องสิ่งแวดล้อมผสานเข้ากับความเป็นจริงในด้านการมีชีวิตบนโลกแห่งทุนนิยมโดยคิดและวางวิธีปฏิบัติเรื่องการใช้ต้นไม้เป็นเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์แก้ปัญหาวิกฤติด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ภายใต้แนวคิดธนาคารต้นไม้

                ณ อากาศธาตุอันว่างเปล่าและความแห้งแล้งของนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของทุกพรรคการเมือง ผมใคร่จะนำเสนอนโยบายอันเป็นรูปธรรมด้านสิ่งแวดล้อม  ที่สามารถแปรเป็นประชานิยมสิ่งแวดล้อม หรือ เป็นวิสัยทัศน์แห่งความยั่งยืนของประชาชน ฯลฯ ด้วยแผนปฏิบัติการธนาคารต้นไม้ คือการนำแนวปฏิบัติเรื่องสิ่งแวดล้อมเข้ามาสู่วิถีชีวิตเป็นวิถีของเศรษฐกิจสิ่งแวดล้อมบนโลกทุนนิยมอย่างไม่สุดขั้ว เพราะหลายคนมองว่านโยบายด้านสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องสุดขั้วไปทางอนุรักษ์) เป็นเศรษฐกิจหลังเขา(Self Economy) ขัดแย้งและไปไม่ได้กับเศรษฐกิจทุนนิยมตาโต(Trade Economy)

                แนวทางของธนาคารต้นไม้คือการใช้ต้นไม้ที่เราเชื่อว่าเป็นตัวแปรสำคัญที่สุดในการสร้างสมดุลของระบบนิเวศสมดุลของโลก  และวันนี้โลกต้องการต้นไม้อย่างแท้จริง อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ตราบใดที่ เราไม่สามารถใช้ต้นไม้มาเป็นตัวแปรด้านเศรษฐกิจได้ ปริมาณต้นไม้ที่โลกต้องการก็จะไม่เกิดขึ้นจริง   ธนาคารต้นไม้จึงมีความเชื่อว่า  หากเราจะทำให้ประเทศชาติบ้านเมือง และโลกใบนี้มีต้นไม้มากขึ้น มีป่าไม้มากขึ้น เพื่อสร้างสมดุลให้แก่ระบบแล้ว ความผาสุกมั่งคั่ง ยั่งยืนก็จะมาสู่ประชาชนอีกครั้ง และทุกคนเชื่อเช่นเดียวกัน

แต่ประสบการณ์ที่ผ่านมา เราไม่สามารถสร้างต้นไม้ให้มีมากขึ้นในประเทศนี้ได้ ด้วยเพราะจุดอ่อน สองเรื่องได้แก่ หนึ่งประชาชนไม่มีแรงจูงใจในการปลูกต้นไม้ และสองประชาชนไม่รู้สึกถึงความเป็นเจ้าของต้นไม้

ธนาคารต้นไม้จึงเสนอแนวปฏิบัติการให้มีต้นไม้  เกิดขึ้นในประเทศและโลกนี้โดยการให้รัฐมีนโยบายรับรองมูลค่าต้นไม้  ที่ยืนต้นมีชีวิต  บนผืนแผ่นดินของประชาชน ให้มีมูลค่าเป็นทรัพย์ แล้วนำไปเป็นเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ นำไปใช้เฉกเช่นเดียวกับ อสังหาริมทรัพย์ และทรัพย์สินอย่างอื่นได้ ประชาชนจะมีแรงจูงใจในการปลูกต้นไม้และดูแลรักษาต้นไม้ เพราะปลูกแล้วได้รับการรับรองมูลค่า และจะรู้สึกเป็นเจ้าของเพราะให้ประชาชนปลูกต้นไม้ในที่ดินทำกินของตนเอง  นั่นคือแนวคิดแผนปฏิบัติกว้างๆ ในส่วนลึกลงไปคือ ธนาคารต้นไม้เป็นองค์กรภาคประชาชน รวมตัวกันจัดตั้งขึ้นมาเพื่อส่งเสริมให้ประชาชน ปลูกและดูแลรักษาต้นไม้ ให้หลากหลายใน พื้นที่เกษตร ที่เป็นที่ดินทำกิน ของตนเอง แล้วจัดทำทะเบียนข้อมูลต้นไม้ประเภทไม้ป่าที่ใช้เนื้อไม้ได้ กับธนาคารต้นไม้สาขาตลอดจนการประเมินมูลค่าต้นไม้ในขณะที่มีชีวิตให้มีมูลค่าเป็นทรัพย์ ด้วยกระบวนการใช้พลังกลุ่ม เรียกร้อง ผลักดันให้รัฐรับรอง แล้วนำมูลค่าต้นไม้ไปใช้กับรัฐและธนาคารของรัฐ

การผลักดันสู่นโยบายรัฐ: ใช้พลังสมาชิกธนาคารต้นไม้ ผลักดันให้รัฐบาลประกาศเป็นนโยบายเมื่อ 25 มีนาคม 2552 โดยดำเนินการตั้งคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนธนาคารต้นไม้จนได้ แผนปฏิบัติการธนาคารต้นไม้พ.ศ. 2553 เพื่อให้รัฐบาล แต่รัฐบาลไม่ดำเนินการต่อ แต่ประชาชนยังคงต่อสู้ ผลักดันต่อไป เพื่อให้เกิดรูปธรรมที่ชัดเจน  เป้าหมายแผนปฏิบัติการธนาคารต้นไม้ปี 2553 ภายใน 14 ปี สมาชิกธนาคารต้นไม้ 2.5ล้านครัวเรือนสามารถใช้ต้นไม้แก้ปัญหาเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อมโดยตรง โดยแก้ปัญหาหนี้สิน 2.5 แสนล้านบาท ป้องกันการสูญเสียที่ดิน 50 ล้านไร่ จากการปลูกและดูแลรักษาต้นไม้ 1,750ล้านต้นในพื้นที่ 43.75 ล้านไร่ เกิดมูลค่าต้นไม้ 1.99 ล้านล้านบาท คิดเป็นพื้นที่ 13.5%ของประเทศ จะทำให้พื้นที่ป่าของประเทศครบ 40 % ต้นไม้ดังกล่าว สะสมคาร์บอนได้ 602.5ล้านตัน และยังเพิ่มพูนต่อเนื่องจากการลงทุนภาครัฐสู่ประชาชน 5 แสนล้านบาท

โดยธนาคารต้นไม้มิใช่เพียงแค่ความคิดที่ล่องลอยเป็นนามธรรม แต่เป็นประสบการณ์ภาคประชาชนที่ได้ลงมือทำกันมาตั้งแต่ปี 2549 เป็นเวลา 6 ปี มีรูปธรรมธนาคารต้นไม้เกิดขึ้นเป็นจริงทั่วประเทศ และวันนี้ความหวัง ทางรอด  ของประชาชนในชนบท  คือการใช้จุดแข็งและความถนัดของพวกเขา   ยืนหยัดบนโลก

ยุคแข่งขันของทุนนิยม เนื่องจากชาวชนบทที่ยังพอมีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง มีภูมิปัญญาความสามารถในการปลูกและ ดูแลรักษาต้นไม้ ทั้งมีต้นไม้ในเรือกสวนไร่นาอยู่แล้ว และที่สำคัญผืนแผ่นดินสุวรรณภูมิ ดิน น้ำ แสงแดด เอื้ออำนวยต่อการเติบโตของต้นไม้ยิ่งนัก

เป็นสัมมาทิฏฐิของผมที่เชื่อว่าต้นไม้เป็นคำตอบเดียวและคำตอบสุดท้ายของมนุษยชาติที่เราจะใช้เป็นเครื่องมือ สร้างสมดุลโลกรับกับวิกฤตการณ์ด้านต่างๆที่กำลังจะเผชิญหน้าอยู่ในเร็ววันนี้

                ในการพัฒนาก้าวหน้าของธนาคารต้นไม้ภาคประชาชนได้เรียกร้อง และมีข้อเสนอต่อรัฐบาลครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ไม่ได้รับการตอบรับอย่างจริงใจ  แม้นว่ารัฐบาลเคยได้รับปากต่อหน้าสาธารณะไว้แล้ว โดยเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2552 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวต่อหน้าชาวธนาคารต้นไม้ และประชาชนทั้งชาติผ่านสื่อว่า สิ่งที่เป็นความวิตกกังวลของประชาชนทั่วไป ทั้งในประเทศไทย และประเทศอื่นที่ประสบกับสภาวะวิกฤติ บนความไม่มั่นคง  ในเรื่องรายได้ ในอนาคตของตนเอง  ข้อเสนอหรือประสบการณ์จากภาคประชาชน จะหยิบยกขึ้นมาเป็นกรณีตัวอย่าง ตัวอย่างแรกก็คือ ธนาคารต้นไม้ ซึ่งเป็นโครงการที่หลายหน่วยงานกำลังขับเคลื่อนและให้การสนับสนุนอยู่นั้นรัฐบาลจะถือเป็นนโยบายสำคัญ กรณีศึกษาเรื่องการปลูกต้นไม้เป็นทรัพย์สินนั้น ก็ตรงตามแนวพระราชดำรัส ป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพราะฉะนั้นแนวทางและนโยบายในเรื่องของโครงธนาคารต้นไม้ ก็จะเป็นนโยบายสำคัญในการคลี่คลายทางด้านเศรษฐกิจให้กับพี่น้องประชาชนในชนบท          

คงแปลความกันได้หลายทางว่า มันคืออะไรพูดแล้วได้ทำหรือไม่ หรือว่าพูดให้ดูดีไว้ก่อน ธนาคารต้นไม้มีข้อเสนอสำคัญต่อรัฐ ในการจะใช้ต้นไม้เป็นเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์เป็นข้อเสนอที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน 3 ข้อดังนี้

1.             ประชาชนคนไทย ใครก็ตามที่ปลูกต้นไม้ หรือดูแลต้นไม้บนผืนแผ่นดินไทย ที่เป็นที่ดินทำกินของตนเองแล้วรวมกลุ่มเข้าเป็นองค์กรธนาคารต้นไม้ รัฐพึงต้องรับรองมูลค่าต้นไม้ของผู้นั้นให้เป็นทรัพย์ตามมูลค่าราคาที่ธนาคารต้นไม้กำหนดคือ

§  ต้นไม้อายุ 1-10 ปี ให้ประเมินและรับรองตามราคาทุน คือต้นละ 100 บาท ต่อปี และเพิ่มขึ้นปีละ 100 บาท ทุกปี จนถึงปีที่ 10 ต้นละ 1,000 บาท ทั้งนี้เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด

§  ต้นไม้อายุเกิน 10 ปี ประเมินและรับรองตามราคาจริงโดยการคิดคำนวณปริมาตรเนื้อไม้

โดยให้นำมูลค่าไม้ที่เป็นทรัพย์ไปใช้กับรัฐ 5 ประการดังนี้

1.1) ใช้ประกันตน 1.2) ใช้เป็น Bank การันตี  1.3) ใช้เป็นสวัสดิการกับรัฐ เช่น ค่าเล่าเรียน ฯลฯ   1.4) ใช้เป็นหลักประกันหนี้สินกับธนาคารของรัฐ แทนที่ดิน หรือทรัพย์สิน หรืออสังหาริมทรัพย์อื่นๆ   1.5) ใช้เป็นเงินฝาก เงินออมเหมือนพันธบัตรรัฐบาล

2. รัฐพึงต้องจ่ายค่าตอบแทน  แก่เจ้าของต้นไม้เสมือนดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ของมูลค่าไม้ ทุกปี

3. รัฐต้องกำกับธนาคารของรัฐ (ธกส.,กรุงไทย ,ออมสิน, ธอส.) ให้ลดดอกเบี้ยแก่ลูกหนี้ที่ปลูกต้นไม้ไปค้ำประกันหนี้ ให้เหลือร้อยละ 5

ผมและชาวธนาคารต้นไม้ได้เพียรพยายามเสนอแนวทางของธนาคารต้นไม้เป็นวิธีปฏิบัติ  ถึงพรรคการเมืองทุกพรรค และประกาศต่อสาธารณะให้รับรู้ทางwww.treebankthai.com และสำทับว่าไม่สงวนลิขสิทธิ์ ขอให้เอาไปทำเป็นนโยบายเถอะ ประชาชนเขาจะได้ไม่เดือดร้อน  แต่ภายใต้ความเงียบงันและว่างเปล่า ผมเห็นร่องรอยแนวทางของพรรคเล็กๆ อย่างเช่นพรรคความหวังใหม่ พรรคประชาชนชาวไทย พรรคธรรมภิบาล ประกาศว่าจะใช้ธนาคารต้นไม้เป็นนโยบายจะตั้งธนาคารต้นไม้ทุกหมู่บ้าน(ขอให้ความตั้งใจจงเป็นเหตุปัจจัยให้ประสบความสำเร็จ)

นโยบายด้านสิ่งแวดล้อมที่พรรคการเมืองไม่นำเสนอในการเลือกตั้ง อาจเพราะคิดว่าเป็นแนวอนุรักษ์นิยม, และพอเพียง ไม่หวือหวา  จับต้องไม่ได้ ประชาชนไม่ต้องการ ผมอยากจะขอให้ทุกพรรคลองหยิบยก ข้อเสนอของธนาคารต้นไม้ไปนำเสนอในการหาเสียงต่อประชาชนสักครั้งเถอะ จะมีคำตอบว่าจับต้องได้ ประชาชนสนใจ และจะได้คะแนนจริง โลกจะสรรเสริญ อย่าให้โลกเห็นและจับได้เลยว่าพรรคการเมืองไทยไม่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม พรรคการเมืองไทยไร้วิสัยทัศน์ต่อสำเหนียกในกระแสโลก

 

นายพงศา  ชูแนม

รองผู้จัดการใหญ่ธนาคารต้นไม้

06/06/54




บทความ

บทความตอนที่ ๑
บทความตอนที่ ๒
บทความตอนที่ ๓
บทความตอนที่ ๔
ปรับโครงสร้างหนี้ 80,000 ราย ของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร เกมส์การเงินที่กำหนดให้เกษตรกรเป็นผู้แพ้: กรณีเปรียบเทียบบ่อนชนวัว
ตอน ที่ ๑การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่นำเสนอนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมและปัญหาโลกร้อนแม้แต่พรรคเดียว (ย่อ)
ตอน ที่ ๒สร้างจุดหักเหยอกย้อนทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ทุนนิยม
ทฤษฎีของธนาคารต้นไม้
แนวทางการบูรณาการธนาคารต้นไม้ กับโครงการมหาวิทยาลัยชีวิต สถาบันการเรียนรู้เพื่อประชาชน
ทำความจริงแท้บนผืนแผ่นดินมาเป็นความจริงเทียมบนแผ่นกระดาษ
การประยุกต์ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในระดับชุมชน
ประชาชนเสียหาย และไม่ได้อะไร แต่ไม่มีใครผิด!!
รูปแบบการปลูกต้นไม้ ปลูกป่า ป้องกันภัยพิบัติ ในบริบทของสังคมไทย ณ ช่วงเวลาศตวรรษที่ 26
ร่าง พรบ ธตม
ประเด็นปัญหาเปรียบเทียบ
โครงการปลูกป่า 3 อย่างประโยชน์ 4 อย่าง
ขอเสนอแผนปฏิบัติสู่แผนปรองดองแห่งชาติ