ReadyPlanet.com
dot dot
dot
dot
dot
ชื่อผู้ใช้ :
รหัสผ่าน :
เข้าสู่ระบบอัตโนมัติ :
bullet ลืมรหัสผ่าน
bullet สมัครสมาชิก
dot
dot
dot
bulletสาขาธนาคารต้นไม้
bulletเอกสาร/สื่อเผยแพร่
bulletคนอยู่ป่ายัง
bulletมูลนิธิธนาคารต้นไม้
bulletโครงการ


ปรับโครงสร้างหนี้ 80,000 ราย ของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร เกมส์การเงินที่กำหนดให้เกษตรกรเป็นผู้แพ้: กรณีเปรียบเทียบบ่อนชนวัว

 ปรับโครงสร้างหนี้  80,000 ราย ของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร

เกมส์การเงินที่กำหนดให้เกษตรกรเป็นผู้แพ้: กรณีเปรียบเทียบบ่อนชนวัว

โดย พงศา ชูแนม*

 

พลันที่มติครม. 7 เมษายน 2553 ออกมาแก้ปัญหาหนี้สินด้วยการปรับโครงสร้างหนี้ของเกษตรกรที่เป็น NPL (Non-performing loan) กับธนาคารของรัฐ 4 แห่ง ได้แก่ ธกส., ธนาคารกรุงไทย, ธอส., ธนาคารออมสิน จำนวนกว่า 5 แสนราย ดูเหมือนว่าเป็นการสงเคราะห์และบรรเทาทุกข์ให้แก่ เกษตรกรซึ่งเป็นกลุ่มคนที่สำคัญของชาติ ให้รอดพันจากโรคภัยที่ชื่อว่า โรคหนี้สิน  เกษตรกรคงลืมตาอ้าปาก มีที่ยืนบนผืนแผ่นดินตัวเองอย่างมีความหวังอีกครั้ง

คนมีหนี้ไม่เกิน 2.5 ล้านบาทมีปัญหาเป็น NPL (Non-performing loan) รัฐเอา หาร หมายถึงแบ่งครึ่งตัวเลขนี้ออกเป็นสองส่วน ส่วนที่ 1 ให้ทยอยจ่ายอย่างมีวินัย 15 ปี โดยไม่คิดดอกเบี้ย ส่วนที่ 2 ให้วางไว้เฉยๆนิ่งๆไม่ต้องทำอะไรกับมันเมื่อเกษตรกรทยอยส่งส่วนแรก 15 ปี ไม่ขาดตกบกพร่อง รัฐให้ยกหนี้สินส่วนที่ 2 ทิ้งไป ยุติธรรมแก่เกษตรกรยิ่งนัก ภาระอันหนักอึ้งที่กดทับข่มเหงเกษตรกรอยู่ จะถูกยกออก ปลดปล่อยสู่ความเสรี ช่างเป็นเลิศแห่งการคิดคำนึงโดยแท้ ทำไมรัฐบาลจึงดีกับประชาชนเพียงนี้  ทำไมรัฐบาลจึงใส่ใจคนทุกข์ยากได้ขนาดนี้ ช่างเป็นรัฐบาลแห่งอุดมคติ และความหวัง ช่างเป็นรัฐบาลที่สุดยอดของการดูแลประชาชน

และเมื่อประกาศนโยบายออกมา เกษตรกรรู้สึกแซ่ซ้องว่าการต่อสู้ของประชาชนที่ผ่านมาเพื่อแก้ปัญหาหนี้สินได้มาถึงฝั่งฝันแล้ว คำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชนได้สร้างความจริงให้ปรากฏในแผ่นดิน โดยรัฐบาลนี้แล้ว ช่างเป็นความเมตตาธรรม เป็นความสมหวังโดยแท้ เป็นเสมือนการรับฟังอย่างสำเหนียกในคุณค่าของเสียงประชาชนผู้ทุกข์ยาก

ในโลกทุนนิยม ไม่มีนายทุนคนไหนโอบอ้อมอารี มนุษย์ในยุคนี้มีแต่ผู้ได้เปรียบกับผู้เสียเปรียบเท่านั้น ไม่มีวันที่ผู้เข้มแข็งจะยอมเสียเปรียบผู้อ่อนแอ  คนหนึ่งรวยอีกคนต้องจน คนหนึ่งได้ไปมากอีกคนจะเหลือน้อยลงเสมอ เป็นกฎเกณฑ์การจัดสรรทรัพยากรของระบบเศรษฐกิจการค้า นี่คือความจริงแท้ของโลกทุนนิยม หากข้อความย่อหน้าดังกล่าวเป็นความจริงแท้ การปรับโครงสร้างหนี้โดยทุนนิยมผู้เข้มแข็งกำลังให้ความอารี เมตตาธรรม และยอมเสียเปรียบแก่เกษตรกรผู้อ่อนแอ หรือกำลังใช้ชั้นเชิงเล่นเกมส์โกงอะไรอยู่

ลองคิดคำนึงด้วยสามัญสำนึกธรรมดาๆของคนไม่ต้องฉลาดปราดเปรื่อง ก็รู้ว่านี่คือ เกมส์ที่ถูกกำหนดขึ้น โดยกติกาที่ดูเหมือนเป็นธรรมที่สุด  และดูเหมือนเกษตรกรผู้เล่นเป็นผู้ได้เปรียบ ต่อฝ่ายเจ้ามือ คือธนาคารของรัฐ แต่สุดท้ายแล้วเกมส์นี้ เกษตรกรถูกกำหนดไว้ส่วนหน้าว่าคือผู้แพ้อย่างราบคาบ

อะไรทำให้ผมคิดคำนึงเช่นนั้น เกมส์พนันทางการเงินนี้วันนี้คืออะไร เล่นกันด้วยกติกาอะไร ใช้อะไรเป็นเดิมพัน ผู้แพ้เสียอะไรเมื่อใด ผู้ชนะจะได้อะไร ตอนไหน  แล้วถ้าเป็นเช่นนี้ ผู้ผิดคิดคด ทรยศต่อประชาชนคือใคร และใคร อยู่บนพื้นฐานอำนาจกฎหมายใด

เหตุการณ์เมื่อกว่า 10 ปีที่แล้ว พี่น้องประชาชนที่เป็นเกษตรกรแบกภาระหนี้สินหนักอึ้งพะรุงพะรัง รวมตัวกันเดินทางจากทุกภาคนำโดยพี่น้องภาคอีสาน มาที่ศูนย์กลางการบริหารประเทศ เพื่อเอาเรี่ยวแรงครั้งสุดท้ายอ้าปากเรียกร้องขอความเป็นธรรมจากรัฐ ให้หาทางแก้ปัญหาหนี้สินอันเป็นโรคภัยของพวกเขาและของชาติ  ครั้งแล้วครั้งเล่า จนเสียงแหบแห้งโหยหาย ก็มิได้ทำให้ผู้ปกครองได้ยิน และหากว่าผู้ปกครองคือ นายทุนแห่งโลกทุนนิยมโดยความจริงแท้แล้ว เขาจะไม่มีทางอารีต่อคนจน เราจึงเห็นความล้มเหลวไม่รู้สักกี่ครั้งของประชาชนผู้เป็นโรคหนี้สิน จนสุดท้ายต้องแสดงออกถึงการข่มขู่ด้วยการดื้อแพ่ง ล้อมทำเนียบ และใช้ระยะเวลากับชีวิตที่ต้องสูญเสียไปในการต่อสู้ครั้งนั้น จนเกิดช่องทางสว่างโดยเกิด พ.ร.บ.กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร พ.ศ. 2542

โจทย์ใหญ่ใจความของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร คือ การต่อสู้เพื่อเกษตรกรไม่ให้สูญเสียที่ดินทำกินไปสู่ธนาคาร หรือนายทุน โดยให้กองทุนเป็นผู้ถือครองที่ดินของเกษตรกรแทน วันหนึ่งเกษตรกรสามารถมาไถ่ถอนไปเป็นของตนเอง เป็นการตีโจทย์ทุนนิยมแตก ในสาระสำคัญ ที่ว่าทุนนิยม หรือเศรษฐกิจการค้าเสรี มีเป้าหมายปลายทาง คือ เอาที่ดินของคนจนไปให้คนรวย และให้คนจนกลายเป็นกรรมกรคนรับจ้างนายทุน ในการเกษตรฟาร์มใหญ่ กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรเลือกเล่นบทแรงคือ ไม่ยอมให้ที่ดินไปอยู่ในมือนายทุนอย่างที่ใช้ธนาคารเป็นเครื่องมือ แต่เอาที่ดินทำกินของเกษตรกรมาอยู่รวมไว้ที่กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรแทน เป็นการรู้ทันเหลี่ยมทฤษฎีของทุนนิยมสามานย์อย่างยิ่ง ซึ่งผมขออธิบายทฤษฎีทุนนิยมที่อดัม สมิธเป็นเจ้าของ  โดยผมขอแปลอย่างที่ผมขุดพบจากกล่องดำของทฤษฎีโดยแปลความเป็นทฤษฎีเศรษฐกิจการค้าอดัม สมิธ ฉบับพงศา     ชูแนม

 “ขอให้เพื่อนมนุษย์ทั้งหลายจงเปลี่ยนทรัพย์สินที่ดินของเจ้าให้เป็นกระดาษเสีย(โดยเปลี่ยนเป็นโฉนด นส.3 พันธบัตร/เงิน ฯลฯ)หลังจากเปลี่ยนเป็นกระดาษแล้ว จงให้ความสำคัญกับกระดาษแผ่นนี้ให้มากๆ (โปรดสังเกตว่ากระดาษประกอบที่ดินเช่นโฉนดมีความสำคัญขนาดที่ยึดกระดาษแผ่นเดียวไล่ผู้คนออกได้ทั้งบ้าน หมู หมา วัว ควายก็ไม่ให้อยู่ บางทีไม่ต้องยึด แค่เอากระดาษแผ่นนั้นไปไว้ในตู้เซฟของธนาคาร ทุกคนในที่ดินนั้นต้องทำงานด้วยความเหน็ดเหนื่อยทั้งชีวิตเพื่อเอาเงินไปแลกมันกลับมา) จากนั้นจงนำกระดาษแผ่นนี้ไปสู่สถาบันการเงิน หรือธนาคาร นำเงินจากธนาคารมาซื้อหาปัจจัยการผลิต เช่น รถไถนา พันธุ์ข้าวปลูก ปุ๋ย ยา ฯลฯ เมื่อได้ปัจจัยการผลิตมาแล้ว พวกสูเจ้าทำการผลิตซ้ำให้ได้ผลผลิตให้มากที่สุด เมื่อได้ผลผลิตสูงสุดแล้วเจ้าจงนำมันไปขาย (ไม่เคยสอนให้เอาไปถวายวัด นำไปซะกาด หรือนำไปบริจาค) ก่อนจะขาย (ถูกย้ำคำสอนว่าต้องให้ความสำคัญสูงสุดชนิดให้ขีดเส้นใต้) เจ้าจงไปทำราคาขายกับราคาทุนให้ต่างกันเสียก่อน เมื่อราคาขายกับราคาทุนต่างกันจะเกิดช่องว่างเรียกว่ากำไร ยิ่งช่องว่างมากกำไรมาก และเมื่อเจ้าได้กำไรมากๆ เจ้าจงนำมันไปสะสมไว้ในธนาคาร ใครผู้ใดสะสมไว้ได้มากจะร่ำรวย มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน”

จึงทำให้คนเชื่อและลงมือปฏิบัติตามทั้งโลกอย่างสาวกผู้ภักดีต่อศาสดา แต่จะเชื่อหรือไม่ก็ตาม หากลองตรึกตรองดู เราพบว่าทุกชาติทั่วโลกที่เชื่อและปฏิบัติเยี่ยงนี้ ไม่มีประเทศไหนสักประเทศเดียวที่เหลือแผ่นดินทำกินให้กับคนจน

ในอังกฤษกว่า 200 ปี ที่เชื่อและปฏิบัติเช่นนี้สุดท้ายชนบทล้มลง ที่ดินทั้งหมดอยู่ในมือ LAND LORD แค่ 2 เปอร์เซ็นต์ อีก 98 เปอร์เซ็นต์เป็นกรรมกร ไม่มีที่ดินหรือมีแค่เพียงที่อยู่อาศัย ในเบลเยี่ยมคน 3 เปอร์เซ็นต์เป็นLAND LORD อีก 97 เปอร์เซ็นต์ไม่มีที่ดินทำกิน แม้แต่ในญี่ปุ่น เจ้าของที่ดินมีเพียง 20 เปอร์เซ็นต์ส่วนอีก80เปอร์เซ็นต์เป็นกรรมกร หันมามองตัวเราบ้าง ในประเทศไทย ก็เดินตามรอยเท้าประวัติศาสตร์นี้ เดินมาเพียง 49  ปี (จากพ.ศ. 2504 ถึงปัจจุบัน) เราได้สูญเสียที่ดินทำกินประมาณครึ่งประเทศประมาณ 100 ล้านไร่ไปสู่ราชาที่ดินหรือกลุ่มทุนไม่ถึง 5 แสนคน แล้วถามว่าอีกกี่ปีจะหมดลงแบบชาติอื่นๆอีก (วันนี้ เหลือเกษตรกรแค่ 5.8 ล้านครัวเรือน จาก 19.8 ล้านครัวเรือน)

ด้วยความเชื่อมิจฉาทิฐิอันเดียวกันนี้ ทำให้คนในชุมชนชนบทไทยซึ่งเป็นเกษตรกรเป็นคนกลุ่มหลักของชาติ กระโจนเข้าสู่วังวนและติดกับวิถีแห่งการค้า ลืมวิชาสามัญ (คือวิชาธรรมดาว่าด้วยการรู้แจ้งแห่งการอยู่ทำกินบนแผ่นดิน เช่นการเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ ฯลฯ) นำไปสู่การสูญเสียการพึ่งตน และสูญเสียที่ดินทำกินและสูญสิ้นทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นทรัพย์ส่วนรวมจนหมดสิ้น โดยนัยหนึ่งระบบเศรษฐกิจการค้ามุ่งเน้นให้ก่อเกิดผลผลิตสูงสุด และในความเป็นจริงเมื่อต้องการผลผลิตสูงสุดจะต้องทำลายบางอย่างเพื่อได้บางอย่างสูงสุดมา กระบวนการนี้เป็นการทำลายภาวะสมดุลอย่างยิ่ง เมื่อขาดสภาวะสมดุลก็จะสู่ความล่มสลายในที่สุด เพราะฉะนั้นการเข้าใจถึงสาระในกล่องดำของทฤษฏีโดยเป็นการทำให้เข้าใจสมุทัย หรือเหตุแห่งทุกข์ที่แท้จริงของโลก ของแผ่นดิน และของชนบทไทย ณ วันนี้

โดยสรุป ทฤษฎีนี้ต้องการที่ดินจากคนชนบท หรือจัดการที่ดินคนจนไปให้คนรวย ซึ่งสามารถเห็นผลเชิงประจักษ์ว่า ด้วยความเชื่อดังกล่าวทำให้ทุกชาติไม่เหลือที่ดินให้คนยากจน อย่างไรก็ตามสุดท้ายแล้วเกษตรกรและคนไทยในชนบทต้องสูญเสียที่ดินทำกินไป ทำให้วิถีชีวิตล่มสลาย ชนบทล้มลงและชาติจะเป็นอย่างไรกว่า 200 ปี เราคงเห็นบทสุดท้ายของทฤษฎีไม่มีที่ดินในมือคนจนเหลืออยู่เลย กลับไปอยู่ในมือนายทุนคนรวยเกือบเกลี้ยงโลก

รอยเท้าประวัติศาสตร์ทุกก้าวของทุกชาติที่เดินมาเช่นนั้น ย่อมพบจุดหมายปลายทางเช่นนั้น สาระสำคัญหลักของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร มิใช่อยู่ที่การส่งเสริมการค้า การขาย การผลิต ที่หวังรวยจากกำไร แต่มันคือการรักษาที่ดินทำกินอันเป็นปัจจัยการผลิตแห่งวิถีชีวิตไว้กับเกษตรกรต่อไป โดยกองทุนทำหน้าที่เป็นนายทุนเอง เอาที่ดินของเกษตรกรไว้แทนที่จะไปอยู่ในมือนายทุน

หลังจากมี พ.ร.บ.กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ตั้งแต่ปี 2542 หวังจะขอเงินตั้งต้นจากรัฐมาจัดการซื้อหนี้เอาที่ดินมาเป็นของกองทุน กว่า 10 ปีถูกยื้อด้วยกลเกมส์ต่างๆจนไม่สามารถก้าวไปได้ตามอุดมการณ์ที่วางไว้ ทุกคนเริ่มล้าจากการรอคอย ทุกคนเริ่มสิ้นหวัง กับความคาดหวัง การเร่งหนี้ การเรียกร้อง การยึดที่ดินทำกิน การสูญเสียเกิดขึ้นอยู่อย่างไม่หยุดหย่อน ทุก 1 ปี ธนาคารเจ้าหนี้ของเกษตรกรที่ใหญ่ที่สุด ยึดหรือบังคับขายที่ดิน ทำกินลูกค้าปีละ 2%หมายถึง 1 แสนครัวเรือน อย่าลืมนะครับว่าเกษตรกรสูญเสียที่ดินเพียงธนาคารแห่งเดียวปีละ แสนครัวเรือน ไม่กี่ปีก็หมด ความเป็นทาสในระบบทุนนิยมกำลังย่างกรายเข้ามาสู่วิถีชนบท

ด้วยการดิ้นรนต่อสู้ สุดท้ายกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร สามารถซื้อหนี้ให้เกษตรกรแต่ไม่กี่ราย ตัวเลขล่าสุดได้เพียง 11,963 ราย จากทั้งหมดกว่า 250,000 ราย ด้วยทุนประเดิมเบื้องต้นเพียง 2,406 ล้านบาท

หากผมจะขออนุญาตเปรียบเทียบเหตุการณ์ต่อสู้ครั้งนี้เหมือนกับเกมส์การต่อสู้ในบ่อนพนันชนวัว  ธนาคารเจ้าหนี้ทุกแห่งคือวัวชนพันธุ์ดี เก็บชัยชนะมาทุกนัดการแข่ง ทุกบ่อน และทุกครั้งที่ชน มีผู้เล่น 2 ฝ่าย  คือ  ฝ่ายธนาคารกับเกษตรกร โดยมีเดิมพันเป็นเอกสารประกอบที่ดินทำกิน เช่น โฉนด นส. 3 ฯลฯ เมื่อวัวของเกษตรกรเข้าบ่อน ชนแพ้ ต้องจ่ายเป็นที่ดิน บ่อนนี้เริ่มเปิดตั้งแต่ปี 2504  และบ่อนหลักเปิดเมื่อ 2509 เพียง 49 ปี ที่ดินทำกินหมดไปแล้วครึ่งประเทศประมาณ 100 ล้านไร่ไปอยู่ในมือนายทุน และนายทุนเอาไปจำนองไว้กับธนาคารต่างชาติเหลืออีก 100 ล้านไร่ กำลังจะสูญเสียเพราะวัวชนของเกษตรกรกำลังจะแพ้ทั้งคอก

แล้ววันหนึ่งเกษตรกรรวมตัวสร้างวัวตัวใหม่ มีอุดมการณ์เลือดนักสู้จากท้องทุ่งไร่นา เป็นวัวพร้อมชน ชื่อ กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร วัวตัวนี้มีคนถือหุ้น กองเชียร์กว่า 25,000 กลุ่ม สมาชิกถือหางกว่า 5 ล้านครัวเรือน เป็นวัวชนที่ถูกต้อง กฎหมายให้ชนได้ ถึงซ้อม แต่วัวตัวนี้ เมื่อเข้าบ่อนมีกติกาว่าต้องเดิมพันด้วยชีวิตเท่านั้นห้ามเอาที่ดินทำกินมาเดิมพัน ปิดประตูการสูญเสียที่ดิน และประกาศว่าจะชนทุกบ่อน สู้ทุกวัว พร้อมเสมอในกติกาที่วางไว้ แต่วัวชนค่ายอื่นไม่ยอมมาชนด้วย เพราะเขาตั้งกติกาต้องเดิมพันด้วยที่ดินเท่านั้น แม้นกฎหมายอนุญาตให้สร้างกติกาการเดิมพันว่าไม่ใช้ที่ดินมาเล่นนั้นก็ได้ แต่ไม่มีใครมายอมชนด้วย  หรืออาจจะถูกรั้งจากผู้คุมกฎของรัฐว่า อย่าไปชนกับมัน ปล่อยให้ฟึดฟัดอยู่อย่างนั้นแหละ เดี๋ยวก็แก่ตายไปเอง ระหว่างนี้ให้เงินไปพันกว่าล้านให้เป็นค่าคนเลี้ยงดูวัว ให้มันตายใจ เดี๋ยวขาเชียร์กับผู้ดูแลวัวจะทะเลาะกันเองวัวก็จะตายในที่สุด

กว่า 10  ปี วัวกล้าตัวนี้ไม่ได้ชนสักครั้ง เพราะอีกฝ่ายอิดออดเรื่องเดิมพัน ทำให้ผู้ถือหุ้นขาเชียร์เริ่มอ่อนล้า ถูกบ่อนทำลายไปปีละ แสนครัวเรือนๆจนทนไม่ไหว ลุกขึ้นมาบังคับเจ้าของบ่อน ให้จัดวัวตัวนี้ลงชนสักครั้ง เพื่อหารายได้มาเลี้ยงเจ้าของวัว แต่ด้วยความฉลาดของวัวทุนนิยม เขาไม่ยอมให้บ่อนนี้เดิมพันกับชีวิต ดูโหดร้ายเกินไป ต้องเดิมพันด้วยที่ดินตามกติกาเดิมเท่านั้น จึงจัดคู่ชนให้โดยประกาศเมื่อ 7 เมษายน 2553 ว่าการชนวัวคู่ต่อไปนี้ให้ใช้กติกาเดิมเท่านั้น คือเอาที่ดินมาเดิมพัน หากเก็บที่ดินไว้ไม่เอามาเดิมพันก็จะไม่ให้ชน ว่าแล้วจึงให้ผู้ลงหุ้นเดิมพันชุดแรก 80,000 ราย เงื่อนไขเดิมพันคือ

1.             แบ่งหนี้ที่เกษตรกรเจ้าของวัวมีเป็น 2 ส่วน

1.1      ส่วนที่1 คือครึ่งแรกทยอยส่งหนี้ให้หมดภายใน 15 ปี อย่างมีวินัย ห้ามขาดตกบกพร่อง

1.2      ส่วนที่ 2 อีกครึ่งที่เหลือ หากทยอยส่งครึ่งแรกจนครบไม่ขาดตกบกพร่องจะยกให้ฟรี

2.         ถ้าเกิดผิดพลาดส่งหนี้ไม่ตรงเวลาไม่ทำตามเงื่อนไข กรรมการจะให้ฟาล์ว ต้องมาเริ่มต้นเล่นใหม่ในกติกาที่เคยมีมาก่อน คือหนี้จะเดินไปเหมือนเดิมทั้ง 2 ส่วน หากส่งไม่ได้ก็ยึดเดิมพัน คือที่ดินทำกินไปให้เจ้าของวัวทุนนิยม

เกมส์ที่รู้ล่วงหน้า คือ เกษตรกรเจ้าของวัว เคยเป็นหนี้ ไม่มีวินัยมาทั้งชีวิต แล้วให้ฝึกอบรม 3วัน   ขอให้มีวินัย 15 ปี ติดต่อกัน เขารู้ล่วงหน้าว่าไม่มีทางเป็นไปได้ และสุดท้ายก็ฟาล์ว เกมส์การยึดที่ดินก็จะกลับมา

ปกติเมื่อฟาล์วแปลว่ายุติ เสมอกันไม่มีผู้แพ้ชนะอย่างแท้จริง แต่กรณีนี้ถูกปรับ แพ้ทันที มีผู้ชนะทันที

หมายถึง เกษตรกรจะถูกหลอกให้หาเงินส่งหนี้ได้สักระยะหนึ่ง ทำให้ตัวเลขบัญชีเดินไปได้ เมื่อตัวเลขบัญชีเดินได้ ผลตอบแทนแก่ธนาคาร และพนักงานก็จะเกิดขึ้น (กำไร และโบนัส) หมายถึง เขาชนะ และสำคัญที่สุดการฟ้องร้องเอาที่ดินที่ค้ำประกันนี้ (เดิมพัน)ก็จะเดินไปได้อย่างปกติ เพราะ วัวกองทุนฯยอมชนในบ่อนที่ไม่ใช้กติกาของตัวเองที่อุตส่าห์ไปต่อสู้กันมา  ชุดแรก 80,000 รายในนามสมาชิกกองทุนจึงเห็นแต่คำว่าแพ้ แต่จะยืนสู้ก่อนแพ้ได้กี่ปีเท่านั้นเอง ยิ่งยืนนาน ยิ่งเจ็บหนักและอาจตายคาบ่อน

อ่านแล้วหดหู่ใจใช่ไหม เห็นเกมส์นี้มันโหดร้ายไหม ผมใคร่จะเสนอทางชนะในเกมส์ แม้นจะชนในบ่อนผู้อื่นก็ตาม โดยการปล่อยให้วัวลงสนามตามกติกาเขาไปสักพัก แล้วโวยวายว่าไม่เข้าใจกติกาเรื่องเดิมพัน ต้องยุติการชนชั่วคราว แล้วมาตกลง อธิบายความหมายของกติกาให้ชัด โดยเฉพาะประเด็นเรื่องเดิมพัน หากไม่เข้าใจจะขอไปใช้กติกาเดิมของกองทุนที่ได้เคยวางกันไว้เมื่อปี 2542

โดยเสนอว่าหากให้เกณฑ์การทยอยส่งเงินเป็นปีๆว่า หากไม่มีเงินส่งหนี้ ใช้ผลผลิตเช่นข้าว ยางพารา ข้าวโพด สับปะรด แทนได้หรือไม่ แล้วผู้ชนะค่อยตีราคาเอาไปขายเอง เพราะไม่อยากผ่านระบบตลาด และคนกลางเสนอ ให้ธนาคารเอาทรัพย์ที่เป็นผลผลิตไปแทน เชื่อว่าธนาคารเจ้าของคู่ชนคงบอกว่าได้เหมือนกัน ก็เข้าทางว่า เอาทรัพย์สินที่เป็นผลผลิตแทนเงินได้ ทันใดนั้นเราก็ยื่นข้อเสนอใหม่ว่า บรรดาผลผลิตเช่น ข้าว สับประรด มันสำปะหลัง บางทีอาจจะไม่มี หรือไม่พอ หรือเสียหายจากอุบัติภัยได้ ขอเปลี่ยนเป็นต้นไม้ยืนต้นได้หรือไม่? เพราะเป็นทรัพย์ และเป็นผลผลิตเช่นกัน จากนั้นเราก็ยื่นข้อเสนอว่า ต่อจากนี้ เราจะปลูกต้นไม้ แล้วตีค่าต้นไม้เป็นทรัพย์ เอามูลค่าต้นไม้ที่เป็นทรัพย์ทยอยส่งหนี้แทน วันหนึ่งหากเกิดพลาดพลั้งก็ให้ธนาคารยึดทรัพย์ไปขายก็ได้ โดยให้ตัดต้นไม้ไป ถือว่าเราได้ทยอยส่งหนี้โดยใช้ต้นไม้ค้ำประกันความเสี่ยง และเราสามารถทยอยส่งหนี้ได้อย่างมีวินัย เพราะต้นไม้ของเราสามารถปลูกและเติบโตขึ้นทุกวัน จนครบ 15 ปี ตัดต้นไม้ไปขายจะเอาไหมผมว่านี้คือทางออกสำคัญที่เราจะไม่เสียเดิมพัน ไม่ฟาล์วอีกต่อไป โดยใช้ต้นไม้เป็นทรัพย์แทน เป็นแนวทางของธนาคารต้นไม้  กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรสามารถดำเนินการ จัดทำโครงการธนาคารต้นไม้เพื่อฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ซึ่งทางธนาคารต้นไม้ยินดีอย่างยิ่งหากกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรนำแนวทางไปเป็นวิธีการต่อสู้ในบ่อนวัวชนกับทุนนิยมครั้งนี้ ซึ่งแกนนำกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรภาคอีสานเคยตกลงใจกันธนาคารต้นไม้กันไว้แล้ว

แล้วเมื่อการประกาศชิงชัยเกิดขึ้น 7 เมษายน 2553 เราส่งวัวของเราที่ใช้ต้นไม้เดิมพันแทนที่ดิน หรือเงิน ชัยชนะจะเป็นของเรา ผู้เล่น 80,000 รายแรก ก็จะกำชัยชนะทำให้เป็นพลังและกำลังใจอันฮึกเหิม นำสมาชิกที่เหลือเดินหน้าสู้เกมส์ต่อไปโดยใช้ต้นไม้เป็นเดิมพันแทนเช่นกัน

และผมเชื่อว่าไม่มีทางอื่นดีกว่านี้ เพราะนี่มันคือเกมส์ที่เขาวางผู้ชนะไว้ในกติกาของเขา และที่สำคัญเราต้องไม่ซื่อตรงกับกติกาที่คิดคดเอาเปรียบเจ้าของบ่อนที่ฉ้อโกง เต็มไปด้วยเหลี่ยมเล่ห์เพทุบาย  เราต้องโวยวายให้อธิบายกฎกติกาใหม่ในระหว่างเกมส์ โดยตกลงให้ใช้ต้นไม้เป็นเดิมพันแทน นี่เป็นการชนเหลี่ยมทุนนิยมอย่างแรง ลองดูซิถ้าไม่อยากเป็นผู้แพ้ ผมขอเล่นวัวตัวนี้ด้วยคน เอาเดิมพันผมไปด้วย

 

7 พฤศจิกายน 2553




บทความ

บทความตอนที่ ๑
บทความตอนที่ ๒
บทความตอนที่ ๓
บทความตอนที่ ๔
ตอน ที่ ๑การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่นำเสนอนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมและปัญหาโลกร้อนแม้แต่พรรคเดียว (ย่อ)
ตอน ที่ ๑การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่นำเสนอนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมและปัญหาโลกร้อนแม้แต่พรรคเดียว (เต็ม)
ตอน ที่ ๒สร้างจุดหักเหยอกย้อนทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ทุนนิยม
ทฤษฎีของธนาคารต้นไม้
แนวทางการบูรณาการธนาคารต้นไม้ กับโครงการมหาวิทยาลัยชีวิต สถาบันการเรียนรู้เพื่อประชาชน
ทำความจริงแท้บนผืนแผ่นดินมาเป็นความจริงเทียมบนแผ่นกระดาษ
การประยุกต์ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในระดับชุมชน
ประชาชนเสียหาย และไม่ได้อะไร แต่ไม่มีใครผิด!!
รูปแบบการปลูกต้นไม้ ปลูกป่า ป้องกันภัยพิบัติ ในบริบทของสังคมไทย ณ ช่วงเวลาศตวรรษที่ 26
ร่าง พรบ ธตม
ประเด็นปัญหาเปรียบเทียบ
โครงการปลูกป่า 3 อย่างประโยชน์ 4 อย่าง
ขอเสนอแผนปฏิบัติสู่แผนปรองดองแห่งชาติ